แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ร้านทอง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ร้านทอง แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2551

ทองแท่งแบบที่ขายปลีกกันอยู่ในโลก


วันนี้อยากขอเล่าเรื่องเกี่ยวกับทองคำแท่งที่มีการขายอยู่ในโลก ทั้งทางตะวันตก และทางตะวันออก โดยใจความสำคัญที่อยากจะสื่อให้ทุกท่านที่ได้เข้ามาอ่าน คือลักษณะการขายของบรรดา dealer ต่างทั่วโลก ภาพแรกที่ผมเอามาให้ชมนั้น คือทองแท่งที่มีน้ำหนัก 1 ออนซ์ ออกโดยบริษัท เครดิตสวิส แต่เขาไม่ได้ขายในราคาทองที่มีการประกาศอยู่ในตลาดโลกหรอกนะครับ เขาจะต้องมีการบวก พรีเมี่ยม หรือเรียกอีกนัยหนึ่งว่า ค่าบล็อก การที่ประเทศไทย มีการขายทองแท่ง โดยไม่มีการคิดค่าการตลาด ทำให้ผลกำไรที่ร้านทองต่างๆควรจะได้ มีจำนวนน้อยมาก ซึ่งร้านทองหลายๆร้านเห็นว่าการขายทองแท่งกลายเป็นภาระ แทนที่จะเป็นการสร้างผลกำไรให้กับธุระกิจ ทองแท่งในรูปแบบอื่นที่มีการขาย และสร้างผลกำไรเป็นกอบเป็นกำในตลาดสากล มีในรูปของเหรียญที่มีสัญญลักษณ์ของประเทศต่างๆ แต่เป็นเหรียญที่ออกโดยหน่วยงานของรัฐ และราคาหน้าเหรียญมีราคาต่ำ เพื่อที่จะป้องกันมิให้ผู้ซื้อ ไปขึ้นเงินกับธนาคารของรัฐนั้นๆ
ผมอยากให้มีการสร้างเครือข่าย ของผู้แทนทางการค้า อย่างที่บริษัททองต่างชาติ ได้กระทำอยู่ในเวลานี้ คือท่านร้านทองตามต่างจังหวัด ทำตัวเป็นผู้แทนที่ไดรับอนุญาต จากร้านใหญ่ในกรุงเทพ ให้เป็นผู้แทนที่สามารถรับคำสั่งซื้อ หรือ คำสั่งขายทองคำแท่งในต่างจังหวัดได้ ผู้ที่อยากลงทุนในทองคำแท่งหรือในรูปแบบของเหรียญทองคำที่มี การผลิตในจำนวนจำกัด หรือที่เขาเรียกกันว่า Limited Editions อย่างเหรียญแพนด้าของประเทศจีน หรือ เหรียญอีเกิ้ล ของอเมริกา เขาผลิตออกมาจำนวนจำกัด
สินค้าเหล่านี้ ร้านทองต่างๆสามารถที่จะนำมาจำหน่ายให้ลูกค้า และแนวทางการลงทุนในอนาคตของประเทศไทย คงจะมีการเคลื่อนที่ไปในทิศทางสากล เพราะว่าการที่ร้านทองนำทองคำแท่งมาขายในลักษณะที่ทำอยู่นี้ ไม่ได้มีการเพิ่มคุณค่าของทองคำเลย ลักษณะของตลาดก็จะเป็นแบบ ปลาใหญ่กินปลาเล็ก หรือแบบที่พวกสายป่านยาวๆจะอยู่ได้นานที่สุด แต่ไม่ได้หมายความว่าจะมีกำไรมากที่สุดนะครับ แต่จะเป็นผู้ที่ตายช้าที่สุด ร้านทองควรจะต้องเริ่มคำนึงถึงการที่จะเพิ่มคุณค่าให้กับทองคำ มิใช่ไปหาซื้อมาก้อนใหญ่ๆก้อนหนึ่งแล้วมาหั่น ซอยขายเป็นชิ้นเล็กๆ โดยที่ไม่ได้ไปคิดเพิ่มราคาให้เพียงพอแก่ค่าดำเนินการต่างๆ

ผมว่าเราน่าที่จะมาพัฒนาอุตสาหกรรมทองของประเทศไทย ให้เจริญก้าวหน้าให้ทัดเทียมอาณารยะประเทศต่าง ในโลกโดยการเริ่มเดินตามรอยเท้าของประเทศอื่นๆได้แล้ว

วันพฤหัสบดีที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2551

อนาคตของร้านทองตู้แดง ภาค 2


วันนี้ได้รับทราบมาจากเพื่อนๆหลายคนถึง อุปสรรคในการหาซื้อทองคำแท่ง เพราะว่าวันนี้เป็นวันสาร์ทจีน คนไทยเชื้อสายจีน จะมีการเซ่นไหว้บรรพบุรุษในตอนเช้า และตลาดทองในภูมิภาคอาทิ ที่ ฮ่องกงก็มีการหยุดทำการ(คาดคะเนเอาครับ) ทำให้ผู้นำเข้าทองคำจากต่างประเทศ ไม่มีความมั่นใจในการเปิดรับออร์เดอร์ จึงหาโอกาศปิดทำการ เพื่อนๆคนใดที่เผอิญเข้ามาอ่าน บล็อก ในวันนี้ ขอให้ท่านทำใจให้สงบ คอยตรวจสอบราคาทองของโลกไว้ ก่อนที่ท่านจะตัดสินใจทำอะไรก็ตาม การที่ร้านทองต่างๆปฏิเสทการขอซื้อทองแท่งนั้น เป็นการสร้างกระแส False Demand ให้กับตลาด ทำให้คนยิ่งอยากที่จะวื้อมากขึ้น อาจจะมีบางร้านที่กล้าที่จะรับจอง แต่นั่นหมายความว่าท่านจะต้องเดินทางไปเยาวราช เพื่อนำเงินสดไปให้เขา เพื่อที่เขาจะได้ออกใบรับทองซึ่งผมมั่นใจว่า ในวันนี้ ไม่มีร้านทองไหนกล้าที่จะเอาทองแท่งให้ท่านแน่ๆ ไม่ใช่เพราะว่าเขาไม่มี แต่เพราะว่าเขากลัวว่าท่านจะเอาไปขายในตลาด เนื่องจากตอนนี้ สมาคมเปิดราคาบิดเบี้ยวไปจากความเป็นจริง โดยในขณะนี้หากมีการคำนวณจากราคาทองโลก ราคาทองในไทยควรอยู่ที่ บาทละ 12650 บาท ไม่ใช่ 12950 บาท ผมจึงอยากขอร้องให้ทุกท่านจงมีสติในการที่จะคิดคำนึงถึงความจริง อย่าให้ราคาในอดีต ที่ทองบาทละ 15000 บาทมาเป็นตัวสร้างกิเลส ทำให้ท่านต้องมีความเสียหาย ผมเชื่อว่าหากไม่มีคนไปรุมล้อม ขอซื้อทองจากร้านในเยาวราชในวันสองวันนี้ ราคาทองจะต้องลดราคาลงสู่สภาวะปรกติในเร็วพลัน
เลยลืมพูดถึงเรื่องที่ตั้งใจมาเล่า เกี่ยวกับอนาคตของร้านทองตู้แดง ผมมีความเห็นว่า ในอนาคตอันใกล้นี้ เราจะต้องปรับธุรกิจของเราให้เข้าสู่สภาวะ ที่สามารถแข่งขันกับนักลงทุนต่างประเทศ และร้านทองใหญ่บางเจ้าที่ทำตัวเป็น ปลาใหญ่กินปลาเล็ก เพราะว่าในอนาคต ท่านร้านทองร้านใหญ่ที่ว่าแน่ๆ ท่านจะกลายเป็นปลาซิวปลาสร้อย เมื่อธุรกิจทองจากต่างประเทศเข้ามาอย่างเต็มตัว ปัจจุบัน ประเทศไทยเรายังมีกฎหมายบางฉบับที่คอยปกป้องร้านทองของเราอยู่ อาทิเช่น กฏหมายที่ยกเว้นภาษี VAT ในทองคำแท่ง และทองรูปพรรณที่มีความบริสุทธิ์เกินกว่า 96.5% โดยทางต่างประเทศมักจะผลิตทองรูปพรรณที่มีความบริสุทธิ์ 75% หรือเรียกเป็นทอง 18K ทำให้เขาต้องเสียพิกัดอัตราภาษีนำเข้าอยู่ที่ 25-30% ทำให้เขาไม่สามารถที่จะต่อสู้กับเราในด้านราคาได้ และการรับซื้อคืน ทางต่างประเทศก็ไม่มีความรู้ว่า ประเพณีของคนไทยที่นิยมหาซื้อทองไว้เก็บสะสมนั้น เพื่อที่จะใช้เป็น Life saving for the Future ไม่ใช่ซื้อเอาไว้เพื่อเป็นเครื่องประดับ หากมีนักลงทุนต่างประเทศ ได้มาทราบถึงจุดประสงค์ของลูกค้าในประเทศแล้ว ผมว่าเขาน่าจะปรับวิธีการลงทุนและการโฆษณาใหม่ ทำให้ความสามารถในการแข่งขันของร้านทองตู้แดง ลดลงและเริ่มตายไปอย่างช้าๆ จนไม่มีร้านทองไหนอยู่รอดจากทฤษฏี Red Ocean การปรับตัวอย่างไรนั้น ผมขอยกไปพูดในภาค 3 แล้วกัน วันนี้ คอยรับแต่โทรศัพท์ลูกค้าและเพื่อนๆ ก็ปวดหูจะแย่แล้วครับ

วันอังคารที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2551

Gold Future ผลกระทบต่อร้านทอง



มีเพื่อนถามมาเกี่ยวกับเรื่องที่ตลาด TFEX จะเปิดการซื้อขาย Gold Future ในวันที่ 22 กันยายน ปีนี้ ผมขอเรียนให้ทราบเลยว่า TFEX และ กลต ได้มีการคุย หารือ และกำหนดข้อตกลงกันแล้วแต่ ทางกลต ยังไม่ยอมบอกมาทางสมาคมค้าทองคำ โดยอ้างว่าต้องรอนำเรื่องเข้า Board เพื่อที่จะให้มีการอนุมัติก่อน ถึงจะออกมาแถลงให้สาธารณะทราบ ไม่ว่าทางสมาคมจะเพียรถามทาง กลต อย่างไร เขาก็ไม่ยอมบอกรายละเอียด ดังนั้นการที่เพื่อนถามถึงรายละเอียดของการซื้อขายนั้น ข้อมูลมากที่สุดที่ทราบมาคือว่า 1 สัญญา จะเป็นทองคำแท่งหนัก 10 บาท โดยจะเป็นการ quote ราคาที่ทองคำ 96.5% และเป็นการอิงราคาทองที่ทางสมาคมแจ้ง เมื่อมีการทำสัญญาแล้วจะต้องมีการวางเงินค้ำประกัน 10% ของราคาทั้งสัญญา ส่วนเรื่องการใช้ Clearing House และ Days of Settlement นั้นยังต้องรอการแถลงของ กลต แต่น่าจะเหมือนกับการซื้อขายหุ้น
ผลกระทบที่ทางสมาคมคาดว่าจะกระทบกับร้านทองโดยรวมนั้น จะกระทบต่อร้านทองที่มีการขายทองคำแท่งเป็นหลัก เนื่องจากทาง TFEX ได้มีการทำวิจัยเกี่ยวกับผู้ลงทุนในทองคำแท่ง ผลการวิจัยมีว่า นักลงทุนที่เข้ามาซื้อขายทองคำแท่งนี้ จะเป็นการเก็งกำไรราคาทอง และข้อที่นักลงทุนกังวลคือ การเข้ามาซื้อขายว่าต้องมีการใช้เงินสด และต้องมีการส่งมอบ ซึ่งนักลงทุนไม่สนใจเท่าไรนัก ทางการโดยกระทรวงการคลังเป็นหลัก ได้มีการหารือ และได้ออกความเห็นไปทางตลาดหุ้นให้มีการนำ Gold Future มาใช้เพื่อที่ประเทศจะได้ไม่ต้องเสียเงินตราต่างประเทศออกไป เมื่อมีคนซื้อทองคำแท่งมากๆ ที่ทางชมรมผู้ค้าปลีก และสมาคมค้าทองคำ โต้แย้งทางการว่าสังคมไทยยังไม่พร้อมที่จะให้มีตลาดทองล่วงหน้า เพราะว่าตลาดล่วงหน้าจะต้องเป็นตลาดที่เกื้อหนุน ตลาดที่มีอยู่แล้วนั้นคือตลาดร้านทองตู้แดงที่มีอยู่ทั่วประเทศ แต่นี่ทาง TFEX ไม่ได้มองดูเลยว่าทางพวกเรามีกระแสว่าอย่างไร ทุกครั้งที่มีการประชุมร่วม ทางตลาด TFEX จะพูดเสมอว่าต้องการให้ร้านทองเข้าร่วม แต่เมื่อสมาคมถามไปว่า หากเราต้องการเป็น Broker ที่จะคอยรับคำสั่งซื้อขาย ทางเราต้องมีการเตรียมตัวอย่างไร ทาง TFEX กลับบอกว่า หากทางเราต้องการจริงๆ เวลาในการเตรียมตัวไม่พอแล้ว เราก็ได้แต่ขอความเป็นธรรมกับทาง ศสค แต่ทาง กลต กลับหนุนตลาด TFEX ว่านักลงทุนเป็นคนละพวกกัน ในความคิดผม หากเรามีเงินในกระเป๋าอยู่ 20000 บาท ถามใจตัวเราว่า ถ้าอยากลงทุนในราคาทองคำ ท่านจะกำเงินมาซื้อสร้อย หรือทองคำแท่งที่ร้านทอง ซึ่งท่านสามารถซื้อได้ 1 บาท หรือท่านจะไปที่ตลาด TFEX แล้วลงทุน เป็นน้ำหนักทองได้ 10 บาท โดยท่านสามารถวางเงินแค่ 10% คือท่านสามารถวางเงินที่มีค่าแค่ทอง 1 บาทเท่านั้น เป็นผนก็เลือกเข้าตลาดดีกว่า แต่การที่สังคมไปกระตุ้นให้คนเก็งแต่ราคาทองนั้น ทำให้ประเทศไม่มีการสร้าง GDP ประชากรก็คอยแต่ลุ้นให้ราคาทองเคลื่อนไหวไปตามทางที่ตัวเองคาดคะเน หากไม่เป็นดังที่ตัวเองคาด ก็จะต้องขาดทุน หรือบางที่ต้องมีการขาดทุน เพราะตลาดจะสั่ง Force Sell ถ้าท่านไม่ต้องการ ท่านก็ต้องมีการวางเงินค้ำประกันเพิ่ม Margin called ขอให้ทุกท่านคิดดูดีๆนะครับว่า ธรรมชาติของคนไทย ชอบและนิยมการเสี่ยงโชค แล้วตลาดล่วงหน้าก็คงจะกลายเป็น แหล่งที่ให้คนมาเสี่ยงโชค หรือกลายเป็นบ่อนการพนันดีๆนี่เอง
ปัจจุบันในตลาด TFEX มีการซื้อขายอะไรกันบ้าง ผมได้ถามทางตลาดก็ได้ทราบว่า มีการค้า Set Index Future ซึ่งผมก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าคืออะไร แต่ทราบจากเพื่อนๆว่านั่นคือการเก็งกำไรล้วนๆ และในปัจจุบัน นักลงทุนตัวจริงได้ขาดทุนและหายไปจากตลาดแล้ว ที่มีอยู่เป็นนักเก็งกำไรเพียงพวกเดียวล้วนๆ

วันพฤหัสบดีที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2551

เรื่องส่วนต่างระหว่างราคาซื้อขายของทองคำแท่ง

ผมได้รับความคิดเห็นจากเพื่อนร่วมอาชีพ เกี่ยวกับค่า spread ของราคาทองคำแท่งที่ในปรเทศเรามีส่วนต่างอยู่ 100 บาท เหตผลที่ผมต้องการให้ส่วนต่างนี้ ถ่างออกไปเพราะว่าจากประสบการณ์ ที่ได้ซื้อขายกับทางผู้นำเข้าและจากร้านทองแท่ง เดิมทีร้านเหล่านี้จะคิดค่าส่วนต่างอยู่ 20 ถึง 30 บาทต่อน้ำหนักทอง 1 บาท เมื่อราคาทองคำแท่งอยู่ที่บาทละ 3000 บาท ต่อมาเมื่อราคาทองขึ้นมาอยู่ที่ บาทละ 7000 บาท ส่วนต่างก็เริ่มห่างออกเป็น 50 บาทต่อทองหนึ่งบาท แต่ส่วนต่างที่สมาคมแจ้งอยู่ก็ยัง 100 บาทอยู่ มาบัดนี้ราคาทองได้ขึ้นมาอยู่ที่ 13000 กว่าบาท ส่วนต่างของร้านทองแท่งปัจจุบันอยู่ที่ 80 บาทต่อทองหนึ่งบาท โดยที่สมาคมก็ยังแจ้งห่างกันอยู่ 100 บาทเหมือนเดิม ดพื่อนๆหลายๆท่านคงคิดว่าหากเราเพิ่มส่วนต่างออกให้มากขึ้น แล้วลูกค้าอาจจะหายไป ผมว่าท่านเกรงในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เนื่องจากว่าเราต้องมาคิดว่า มีการลงทุนไหนที่เป็นคู่แข่งกับทองคำแท่งบ้าง ในขณะนี้ แม้แต่นักเศรษฐศาสตร์ และนักบัญชีที่เก่งกล้า อย่างท่าน สุวรรณ วลัยเสถียร ท่านยังพูดอยู่เสมอว่าทองคำแท่งนี้น่าลงทุน เพราะว่าคุ้มค่า ขณะที่นักบัญชียังกล้าที่จะแนะนำ ผมว่าเราตั้งราคาส่วนต่างแคบเกินไป
เพื่อนๆทราบไหมครับว่า ในต่างประเทศ ในตลาดค้าปลีกนั้น หากเราต้องการซื้อทองคำมาเก็บไว้เป็นทรัพย์สิน ท่านจะต้องจ่ายค่า premium เพิ่มขึ้นนอกเหนือจากราคาทองที่ประกาศอยู่ และค่า premium นี้จะตกอยู่ในราว 30% ของราคาทอง ผมว่ามีแต่เมืองไทยเรานี่แหละที่ร้านทองมัวแต่ห่วงว่าจะขายไม่ได้ เขาเรียกวิธีนี้ว่า Cut Throat Strategy ซึ่งทั่วโลกเขาเลิกทำไปแล้ว ทองคำเป็นของที่ทุกคนอยากได้เป็นเจ้าของ ฉะนั้น ไม่ต้องไปกังวลเลยว่าคนจะไม่มาซื้อ เพราะส่วนต่างมากเกินไป ตราบใดที่ราคาทอง มีการเคลื่อนไหวมากพอที่นักลงทุนเห็นเป็นโอกาศ ที่จะเข้ามาทำกำไรได้ ต่อให้ห่างบาทละ 400 บาทก็เถอะ ผมประกันได้ว่าจะมีนักลงทุนเข้ามาซื้ออย่างแน่นอน เพื่อนๆครับ ปัจจุบัน เวลาลูกค้าเข้ามาซื้อทองคำแท่ง เขาจะถามหรือว่าถ้าขายจะถูกหักเท่าไร ผมว่าไม่มีใครถามเช่นนั้น มีแต่จะถามว่าราคาสมควรซื้อหรือยัง ทองจะขึ้นเมื่อไร และทองมีขนาดเท่าไรบ้าง ผมว่าสมควรแก่เวลาแล้วที่พวกเราร้านทอง ควรจะต้องห่วงตัวเองก่อนที่จะไปกังวลว่าลูกค้าจะไม่มาซื้อ ท่านคิดดูนะว่าลูกค้ามาซื้อทองแท่ง 100 บาท หากท่านต้องไปโป้วจากร้านทองแท่งด้วยเงินต้น 1395000 บาท ท่านจะได้กำไรแค่ 2500 บาทแค่นั้น มิใช่ 10000 บาทอย่างที่หลายคนคิด เพราะคงจะฟลุ๊คที่สุดที่มีคนเดินเข้ามาขาย และมีคนมาขอซื้อพอดี เพื่อนต้องพยายามป้องกันธุรกิจของท่านให้อยู่รอดก่อนนะครับ

วันอังคารที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2551

สิ่งที่ได้รับฟังจากสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง......

วันนี้ผมได้ไปเข้าร่วมประชุมที่ สศค ซึ่งย่อมาจากสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง อยู่ที่ซอยอารี ถนนพหลโยธิน โดยผมไปหลงทางอยู่เกือบครึ่งชั่วโมง และยังต้องไปหาที่จอดรถ ผมขอเตือนทุกท่านที่จะไปติดต่อราชการที่กระทรวงการคลัง หรือหน่วยงานไหนก็ตาม ขอให้จอดรถไว้ที่ทำงานแล้วเรียกแท็กซี่ไป สะดวกกว่าและประหยัดกว่าด้วยครับ เอาละมาเริ่มในรายละเอียดกันดีกว่า
ในที่ประชุม ท่านผู้อำนวยการ สศค ดูมีท่าทีที่เข้าใจทางร้านทอง และอยากให้ทางร้านทองมีส่วนในตลาดล่วงหน้า แต่ทางตลาด TFEX โดยคุณเกศรา มัญชุศรี ซึ่งเป็นตำแหน่ง Managing Director มีความพยายามที่จะให้ตลาดนี้เกิด โดยทาง กลต ก็มีความเห็นเข้าข้างอย่างเห็นได้ชัด มีการพยายามให้ทางร้านทองไปจับมือกับพวกธนาคาร หรือบริษัทหลักทรัพย์ เพราะเขาอ้างว่า การที่ร้านทองจะเซ็ทอัพระบบเพื่อที่จะขอเป็นตัวแทนรับคำสั่งซื้อขาย จะต้องมีต้นทุนสูงมาก ไหนจะต้องมีการไปซื้อไลเซ่นของซอฟแวร์ ที่จะมาใช้ในการรับคำสั่ง และไหนจะต้องหาพนักงานไปอบรมเพื่อที่จะสอบให้ได้ใบอนุญาตเป็น Broker ซึ่งการที่จะหาคนที่ควอลิฟาย ให้มาทำงานนี้ี้นั้นต้องได้รับการอนุญาตจาก กลต และจาก TFEX มิใช่หาเด็กที่จบจากมหาวิทยาลัยแล้วมาทำงานได้ ทางสมาคมพยายามที่จะอธิบายให้ทาง สศค และ หน่วยงานต่างๆของรัฐทราบว่า ทางผู้ประกอบการร้านทองทั่วประเทศ ยังไม่ทราบถึงรายละเอียด และการที่จะประกาศหรือสื่อสารให้ผู้ประกอบการทั่วประเทศ ได้ทราบถึงรายละเอียด และพร้อมที่จะมีคำอธิบายแก่สาธารณะชนนั้น ต้องใช้เวลา การที่ทางตลาด TFEX ได้ประกาศออกไปสู่สาธารณะว่าจะ launch สินค้านี้ในตลาดซื้อขายล่วงหน้าในวันที่ี 22 กันยายน ปีนี้จะเป็นการกีดกันผู้ประกอบการมิให้มีส่วนในประโยชน์ ของตลาดล่วงหน้านี้ ทั้งๆที่ทาง กลต และทางตลาด TFEX ต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวว่า การที่มีตลาดล่วงหน้านี้ ก็เพื่อประโยชน์ของผู้ประกอบการร้านทอง มันเหมือนเป็นการหลอกให้ผู้ประกอบการยอมรับในตลาดที่ตัวเอง ไม่สามารถที่จะไปมีส่วนร่วมด้วยได้ เช่นเดียวกับตลาดการเกษตรล่วงหน้า ที่เปิดมาแล้วไม่มีผู้สนใจ โดยเฉพาะเกษตรกรและผู้ที่เกี่ยวข้อง
ผมก็สงสัยอยู่เหมือนกันว่าทำไมต้องเลือกทองคำมาเป็นสินค้าในตลาดนี้ ได้ทราบจากเพื่อนว่าปัจจุบันตลาด TFEX กำลังแย่เพราะว่าไม่มีสินค้าที่น่าสนใจมาให้ค้าขายกัน ทางตลาดจึงพยายามที่จะหาสินค้าที่คนส่วนมากสนใจ ก็บังเอิญราคาทองคำกำลังมีการเคลื่อนไหวอย่างมาก จึงไปเข้าตาของตลาด ผมได้ลองถามว่าทำไมไม่เอาเงินเม็ดก่อน เขาตอบว่าเนื่องจากเงินไม่น่าสนใจ และสาธารณะชนไม่ได้ให้ความสนใจมากเท่าทองคำ ทางตลาด TFEX บอกมาว่าจะมีการให้ความรู้เกี่ยวกับตลาดล่วงหน้า ในวันที่ 9 สิงหาคมนี้ ที่ตลาดหลักทรัพย์ ถ้าผมทราบรายละเอียด ผมจะไปบอกที่เวบร้านทองนะครับ

วันจันทร์ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2551

การประชุมระหว่างสมาคมกับก.ล.ต.

วันนี้ได้มีโอกาศไปประชุมกับ ก.ล.ต. ณที่ทำการของคณะกรรมการกำกับและดูแลตลาดหลักทรัพย์ มีท่านนายกสมาคม และคณะกรรมการสมาคมไปกันหลายท่าน และยังมีชมรมผู้ค้าปลีก ร้านทอง โดยมีตัวแทนจากชมรมได้เข้าประชุมก่อนในช่วงเช้า ทาง ก.ล.ต. นำโดยท่านผู้ช่วยผู้ว่าการ มาเป็นประธาน แต่เนื้อเรื่องจะดูเสมือน เป็นการแจ้งให้ทราบ เพราะว่าทางสมาคมพยายามที่จะอธิบายถึง ผลกระทบถ้ามีการนำตลาดทุนของอุตสาหกรรมทองภายในประเทศ ไปผูกเข้ากับตลาดหุ้น เนื่องจากทาง ก.ล.ต. จะให้ทางร้านทองทำหน้าที่เป็นผู้แนะนำ หรือไปร่วมกับทางบริษัทหลักทรัพย์ ซึ่งในที่นี้คงจะหมายถึงบรรดาธนาคารต่างๆ หากเป็นเช่นนั้น ผมมีความเห็นว่า ทางพวกเราร้านทองคงจะแย่แน่ๆ เพราะว่าตามข้อแม้ที่ทาง ตลาด TFET กำหนดเงื่อนไขให้เป็น Broker นั้น คงจะไม่มีใครมีเงินพอที่จะไปจ่ายให้เขา เพื่อที่จะเป็นตัวแทนรับคำสั่งซื้อขาย สุดท้ายเราก็กลายเป็นเครื่องมือของธนาคาร ที่เขามีเงินมากกว่า และเขามีระบบต่างๆที่ได้เซ็ทไว้เรียบร้อยแล้ว และทางเขาพร้อมที่จะเริ่มตลาด Gold Future ทางชมรมผู้ค้าปลีกได้มีข้อคิดที่น่าสนใจมาก คือว่าผลกระทบที่จะเกิดกับสังคมและสิ่งที่ดีงามในประเทศ เนื่องจากว่าสังคมไทยของเรามี วัฒนธรรมที่น่ารักและสมควรแก่การอนุรักษ์ไว้ เมื่อคนเริ่มที่จะทำงานแล้วมีรายได้ เขาจะนำรายได้ส่วนหนึ่งมาซื้อทองเก็บไว้เป็นทองก้นถุง หากมีการเปิด Gold Future จะเป็นการทำให้คนเปลี่ยนลักษณะการออมเป็นการ speculate ราคาทองซึ่งสิ่งนี้ สมาคมมองแล้วเห็นว่าเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ โดยดูจากประเทศอื่นๆที่เคยมีแล้วต้องปิดไปเช่น ประเทศ ฮ่องกง สมาคมได้มีการปรึกษาและเห็นว่าการที่ตลาด TFET มองไปที่ความต้องการของผู้ที่อยากลงทุน และพยายามหาสินค้ามาให้นักลงทุนนั้น ไม่เป็นการที่สมควร เพราะว่าผลกระทบที่จะเกิดขึ้้นนั้น จะมีผลไปทั่วทั้งประเทศ ประชาชนจะหมกมุ่นอยู่กับการเก็งเพื่อหากำไร ประเทศก็จะไม่มีการเพิ่มของ GDP เพราะว่าตลาด Gold Future นี้เป็น Zero Sum Gain หมายความว่า ไม่มีการสร้างรายได้เพิ่มขึ้นในประเทศ จะต้องมีผู้ที่กำไร และผู้ที่ขาดทุน ไม่มีการผลิตใดๆขึ้น ประเทศจะตกอยู่ในภาวะที่ประชาชนทุกๆคนมุ่งเน้นแต่การเก็งกำไร
พรุ่งนี้จะมีการไปพบกับสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง เพื่อที่จะปรึกษาเกี่ยวกับผลกระทบต่อสภาวะการเงินภายในประเทศ ผมหวังว่า ทางสศคจะรับฟังเรามากกว่า กลต แล้วจะมาเล่าต่อนะครับ

วันศุกร์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2551

การลงทุนในทองคำแท่ง..ความเห็นที่แตกต่าง...

จากการที่ได้ไปเยี่ยมชมบทความต่างๆทีมีการพูกถึงเรื่องการลงทุนในทองคำแท่ง ผมขออนุญาตวิเคราะห์และสรุปใจความใหญ่ๆได้ดังนี้
เรื่องแรกที่มีคนพูดกันมากคือ การลงทุนในทองคำแท่งโดยตรงนั้น มีความยากลำบากในการขนย้ายและการเก็บรักษา เนื่องจากคนส่วนมากไม่เคยเห็นทองคำแท่งจริงๆ แต่มักจะเห็นจากโฆษณาทางโทรทัศน์ เลยมีความคิดไปว่าทองคำแท่งนั้นมัน Bulky เก็บรักษายาก ผมขอเรียนให้ท่านนักลงทุนทราบเลยว่าข้อมูลที่ท่านได้มานั้นไม่เป็นความจริงเลย ทองคำแท่ง 96.5% ที่มีขายกันอยู่นั้น หากท่านจะหาซื้อสัก 10 บาท จะมีขนาดไม่ใหญ่ไปกว่านิ้วชี้ของท่าน ดังนั้นการหาที่เก็บ ผมว่าจะง่ายกว่าการที่ท่านจะเก็บรองเท้าสักคู่เสียอีก ส่วนเรื่องการขนย้ายนั้น ขอแค่ท่านมีกระเป๋ากางเกงที่เย็บอย่างดีเท่านั้น ท่นก็สามารถใส่ไว้ในกางเกงหรือในกระเป๋าสะพายของท่านได้ เท่าที่ผมประสบมา คนเราจะวิตกไปเองว่าคนอื่นจะทราบว่าเรากำลังขนของมีค่า แต่การตีค่าของของนั้น เราไปประเมินค่าของมันไปเอง ทองคำแท่งก็เปรียบเสมือนเงินสดที่ท่านพกอยู่ในกระเป๋าเงิน ถ้าท่านไม่กังวลเกี่ยวกับเงินสดในกระเป๋า ท่านก็ไม่มีความจำเป็นที่จะไปกังวลกับทองแท่งที่กำลังพกอยู่
ข้อเสียอื่นๆที่สถาบันการเงินพยายามพูดเพื่อให้นักลงทุนมีความกลัวในการถือทองคำแท่งอีกอันหนึ่งคือ การที่เมื่อท่านต้องการขาย จะมีความยากลำบากในการที่จะต้องขนเงินสดไปมา อาจจะเกิดอันตราย เรื่องนี้ก็มีส่วนที่จริงอยู่บ้าง แต่มีนักลงทุนท่านไหนที่ปฏิเสทว่าไม่ชอบที่จะรับเงินสด ใครๆก็ชอบเงินสดกันทั้งนั้น และเดี๋ยวนี้ ร้านทองจะมีบริการพิเศษในการนำเงินของท่านไปเข้าธนาคารให้ โดยที่ท่านนั่งรออยู่ในร้าน ไม่ต้องออกไปธนาคารด้วยตัวท่านเอง เพียงแต่นำเบอร์บัญชีและชื่อแบงก์ไปเท่านั้น แล้วนั่งรอใบ pay-in slip สะดวกและปลอดภัยครับ

เรื่องเกี่ยวกับหน่วยลงทุนของกองทุนที่ผูกกับราคาทอง

วันนี้ผมได้ไปพบเพื่อนรุ่นพี่คนหนึ่ง ท่านได้สอบถามผมเกี่ยวกับการลงทุนซื้อทองคำแท่งซึ่งผมก็ได้อธิบายเหมือนกับที่ผมได้พูดไปใน บล็อกนี้ แต่ท่านมีคำถามว่าแล้วที่ท่านไปซื้อหน่วยลงทุนกับธนาคารไทยพาณิชย์ โดยมีระยะสัญญา 1 ปีห้ามไถ่ถอนก่อนครบกำหนด โดยมีผลตอบแทนให้ 9% ต่อปี ผมเลยถามกลับไปว่าแล้วธนาคารมีข้อแม้อะไรบ้าง เนื่องจากว่าไม่มีทางที่ธนาคารชั้นนำจะให้ผลตอบแทนถึง 9% ต่อปีอย่างแน่นอน ท่านผู้นั้นได้อธิบายให้ผมฟังว่า หน่วยลงทุนนี้ ยึดราคาทองคำตอนทำสัญญา โดยราคาทองที่ทำนั้นใช้ราคาทองของตลาดโลก และหน่วยราคาคิดเป็นเงินสกุล ออสเตรเลีย เมื่อครบสัญญาหากราคาทองคำของโลกมากกว่าวันที่ซื้อ ธนาคารถึงจะให้ผลตอบแทน 9% ต่อปีโดยไม่คำนึงว่าทองจะขึ้นไปเท่าไร แต่หากราคาทองไม่ขึ้น ธนาคารจะรับประกันแค่เงินต้นโดยไม่มีผลตอบแทน พอผมฟังได้เท่านี้ ผมก็หัวเราะออกมาดังๆเลยครับว่า พี่คนนี้โดนแล้วครับ เพราะว่าเท่าที่เราทราบและสังเกตดูตลาด พี่ท่านนี้ไปซื้อตอนราคาทองอยู่ที่ $970/oz ราคาทองขนาดนี้โอกาศที่จะขึ้นมากกว่านี้มีแต่น้อยมาก และเวลาทองขึ้นจะเป็นแค่ช่วงเวลาสั้นๆเท่านั้น เนื่องจากมีธนาคารกลางของหลายประเทศที่รอจะขายอยู่ที่ราคา $1000/oz ผมว่าธนาคารนั้นได้ทำการบ้านมาอย่างดีแล้วครับเพราะว่าธนาคารมีนักเศรษฐศาสตร์อยู่เป็นจำนวนมาก จึงเป็นไปได้ที่เขาคิดมาแล้วว่าธนาคารมีโอกาศสูงที่จะจ่ายแค่เงินต้น
ผมได้ตั้งคำถามอีกว่า หากราคาทองขึ้นก่อนที่จะครบ 1 ปี และเราอยากที่จะขายหน่วยลงทุนละ ธนาคารจะยอมให้เราแปรสภาพหน่วยลงทุนไหม ผลคือ ไม่ได้ครับ ต้องรอให้ครบ 1 ปีเต็มถึงจะคืนหน่วยลงทุนได้ ท่านผู้ใดอยากทราบข้อมูลเพิ่มเติม ลองไปติดต่อธนาคารไทยพาณิชย์ดูนะครับ เผื่อจะได้ข้อมูลเพิ่มขึ้น

วันอังคารที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

การทำงานอยู่ในสมาคมค้าทองคำ

สมาคมค้าทองคำนี่เป็นสมาคมที่น่าสงสารมาก เพราะเป็นเวลากว่า10ปีที่สมาคมไม่มีที่ตั้งของสมาคม แต่ต้องอาศัยห้องประชุมของร้านทองต่างๆ ซึ่งส่วนมากจะใช้ที่ร้านทองจินฮั่วเฮงเป็นหลัก การประชุมจะเริ่มได้ก็ต้องรอบรรดาอาเสี่ยจากร้านต่างๆให้ปิดร้านกันก่อนถึงจะเปิดประชุมได้ และมีอยู่หลายครั้งที่มีปารประชุมไปกว่าค่อนทางแล้ว ปรากฎว่ามีร้านทองร้านหนึ่งเพิ่งจะเข้ามา ผลคือต้องเริ่มกันใหม่หมด เวลาที่จะมีการตัดสินใจในเรื่องใหญ่ๆบางเรื่อง อาทิ การปรับราคาทองรับคืน กว่าที่จะตกลงกันได้ทีหนึ่ง ต้องคุยกันยาวกว่า 2ชั่วโมง ทั้งๆที่ผลประโยชน์เป็นของพวกเราร้านทองแท้ๆ แต่ไม่รู้ว่าเกิดคิดอะไรกันขึ้นมา มีแต่คนค้านการเปลี่ยนแปลง มีการเคยยกเรื่องการที่ทองคำแท่งมีส่วนต่างกัน 100 บาทระหว่างราคาขายและซื้อเข้า ว่ามันใกล้เกินไป และควรจะต้องมีการถ่างส่วนต่างออกให้เป็น 200 บาท แต่เรื่องนี้พูดกันมาหลายครั้งและไม่เป็นผลสำเร็จเสียที เพราะว่ามีสมาชืกที่เป็นร้านขายส่งที่เขาขายทองคำแท่งค้านแบบหัวชนฝาเลย ผมก็เห็นด้วยนะ ที่ส่วนต่างควรจะต้องมีการปรับแล้ว เพราะว่าลูกค้าเองบอกกับผมว่า อะไรกัน ของอย่างอื่นเขาขึ้นราคาไปตั้งนานแล้ว ทำไมทองแท่งถึงทนอยู่ได้อย่างไร ตั้งแต่ราคา ทองบาทละ 3000 กว่าๆ ราคาเข้าออกก็ต่งกันอยู่ 100 บาทอยู่แล้ว และนี่ราคาทองขึ้นมาถึง บาทละ 14800 บาท ราคาก็ยังต่างอยู่แค่ 100 บาท ท่านทั้งหลายที่อยู่ในอุตสาหกรรมทองมีความคิดเห็นอย่างไร ช่วยกันแชร์ความคิดเห็นกันหน่อยครับ เพื่อปากท้องของพวกเราเองครับ

วันเสาร์ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

อนาคตของร้านทองตู้แดงจะไปทางไหน?

จากที่ได้ทำงานในธุรกิจนี้มากว่า 30 ปี ผมเห็นว่าการที่ทองราคาสูงขึ้นอย่างนี้จะเป็นผลลบต่อธุรกิจของพวกเรา ดังนั้นเราควรจะต้องมีการเตรียมพร้อมสำหรับอนาคตอีก 5 ปีข้างหน้า ทางร้านใหญ่ในเยาวราชได้ทำการปรับตัวโดยการผลิตทองคำแท่งที่มีขนาดเล็กลง เพื่อที่จะสนองความต้องการของผู้บริโภค แล้วร้านทองในต่างจังหวัดจะต้องเตรียมตัวกันอย่างไร การรับจำนำทองในปัจจุบันนั้น ก็มีคู่แข่งที่น่ากลัวคือบรรดาบริษัทไฟแนนซ์ ที่ทยอยออกมาเปิดให้บริการกับผู้บริโภค และสภาพของทองที่มีอยู่กับลูกค้าในท้องตลาดก็มีจำนวนน้อยลงไปเรื่อยๆ น่ากลัวมากนะครับ
ผมขอแนะนำให้ท่านทั้งหลายที่เปิดร้านทองอยู่ช่วยกันระดมความคิด ปัจจุบันเรามาคิดว่าร้านทองที่เปิดอยู่เป็นคู่แข่งกันไม่ได้อีกแล้ว เราจะต้องผนึกกำลังกัน โดยใช้ทรัพยากรที่เรามีอยู่ให้เป็นประโยชน์มากที่สุด อาจจะต้องเข้าไปในตลาดหุ้นเพื่อที่จะหารายได้มาจ่ายค่าโสหุ้ยต่างๆ หรือท่านอาจจะต้องหาบริการพิเศษมาขายให้กับลูกค้า อย่างที่ผมเคยได้ยินมาว่า ปัจจุบันมีบริการให้เช่าทองหมั้น โดยมีการคิดค่าบริการพอสมควร เนื่องจากในต่างจังหวัด งานแงงานจำเป็นต้องมีทองรูปพรรณ มิฉะนั้น เจ้าภาพจะขายหน้า และเราก็ต้องมีการว่าจ้างเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย เพื่อป้องกันไม่ให้มีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้นกับทองของเรา อีกสิ่งที่ท่านสามารถทำได้ก็คือ การขายทองเงินผ่อน แต่ท่านจะต้องรับความเสี่ยงบ้าง โดยการที่ทางร้านทำการขายทองเป็นแบบ instalment คือผ่อนจ่ายเป็นงวดๆแล้วเมื่อจ่ายหมดก็สามารถมารับทองเส้นนั้นไปได้ เป็นต้น
ผมขอยืนยันนะครับว่า เหตการณ์ปัจจุบันที่เกิดอยู่นี้ เป็นสิ่งที่น่ากลัวมากๆครับ

วันพฤหัสบดีที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

เหตผลที่เราต้องเอาพวกรูปพรรณไปแปรสภาพก่อน

การที่เราเอาทองรูปพรรณไปแปรสภาพเป็นทอง 999.9 นั้น เพราะว่าเราสามารถทำให้ช่องว่างระหว่างการขายแคบลง การที่เราเอาทองรูปพรรณไปให้ร้านขายส่งตีราคา ผมรับรองเลยว่าเขาจะต้องเอาราคาทองคำแท่งซื้อเข้า มาคิดโดยที่ไม่มีการบวกให้เราหรอก และการตีราคาหักค่าน้ำกรด หรือค่าหักในการสกัดนั้น เขาจะต้องหักให้มากกว่าเปอร์เซนต์จริงแน่นอน เพราะว่าปัจจุบัน ร้านขายส่งเขาก็ใช้บริการของโรงงานสกัดอยู่แล้ว ผมขอให้ท่านคิดดีๆ การที่เราถือทองแท่ง 999.9 ไปต่อรองกับร้านขายส่ง ท่านจะมีกำลังในการต่อรองได้ดีกว่า ที่ท่านจะเอารูปพรรณไปเร่ขายครับ แต่ก่อนอื่น ผมว่าท่านจะต้องอยู่ในกรุงเทพ เพราะว่าถ้าท่านมาจากต่างจังหวัด ท่านจะต้องมีค่าใช้จ่ายในการมาพักค้างคืนที่กรุงเทพ

วันพุธที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

Re.ถ้ามีทองรูปพรรณมากๆจะไปขายที่ไหน

คำถามนี้มาจากเพื่อนร้านทองที่มีความคิดจะแปรสภาพทองรูปพรรณที่ไม่สามารถทำกำไรให้เราได้ เป็นความคิดที่ดีมากครับ ราต้องไม่เสียดายค่าแรงเพราะยิ่งนานวัน ค่าเสียโอกาสก็เพิ่มมากขึ้นไปเรื่อยๆ เอาละผมต้องถามคุณว่าท่านมีเวลาเท่าไร ท่านรีบมากมั๊ย หากท่านตอยว่าท่านมีเวลา ผมขอแนะนำให้นำทองรูปพรรณทั้งหมดที่ท่านมี คาดว่าน่าจะมีน้ำหนักเป็นกิโลนะครับ เอาไปให้บริษัทเขาทำการสกัดให้เป็นทองแท่ง 999.9 ทางบริษัทเขาจะคิดค่าสกัดเป็นน้ำหนักทองเมื่อสกัดได้แล้ว โดยจะคิดประมาณ 0.5%ถึง1.00% เมื่อเขาส่งคืนทองแท่งให้แล้ว คราวนี้ก็ขึ้นอยู่กับเราที่จะเอาทองแท่งนี้ไปขายให้ใครก็ได้ ราคาก็จะดีกว่าด้วย หากท่านไม่รู้อยากจะใช้บริการของผมก็สามารถทำได้ ให้ท่านส่ง email ไปที่email address ของผม ผมยินดีที่จะให้คำแนะนำเพิ่มเติมครับ

เมื่อสองสามวันก่อนผมเอาทองคำแท่งที่เพื่อนฝากขายไปให้ร้านของเพื่อนที่เป็นร้านขายส่งอยู่ในบ้านหม้อ แต่ไม่เจอเพื่อนเพราะว่าเขาไปต่างประเทศ เลยให้ลูกชายของเขาตีราคา ผลคือโดนตัดราคาไปจมหูเลย เห็นไหมครับว่าแม้แต่ผมที่รู้จักร้านทองมากหลายเจ้า แทบจะบอกได้เลยว่ารู้จักร้านขายส่งทั้งหมดยังโดนเขาเอากำไรไปอย่างน้อย 2-3% ดังนั้นหากคุณกำลังคิดที่จะขายทองขอให้ใจเย็นๆจะได้การขายที่ดีครับ

ขอเล่าเรื่องที่ทำไมทองแท่งถึงไม่มีภาษี VAT

หลายท่านคงจะมีความสงสัยที่ทำไมในอุตสาหกรรมทองของเราจึงมีระบบภาษี VAT ที่แตกต่างจากการค้าแบบอื่นๆ นับว่าเป็นความโชคดีของพวกร้านทองที่เกิดเหตุการณ์ ต้มยำกุ้ง และมีผลกระทบไปทั่วโลก ท่านคงพอจะจำได้ว่าเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2538 ในช่วงที่ท่านนายก พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ ประเทศไทยได้เกิดภาวะลูกโป่งแตก เพราะเนื่องจากการที่เปิดประเทศไปรับเงินทุนจากประเทศตะวันตก เรียกกันในตอนนั้นว่า BIBF พอถึงเวลาที่ความมั่นใจในประเทศไทยลดลง ต่างชาติที่เป็นเจ้าของเงินได้ทำการเรียกเงินกลับ ทำให้ประเทศพบกับการไหลออกของเงินตราต่างประเทศ ในตอนนั้น ประเทศเราไม่มีเงินทุนสำรองเพียงพอที่จะไปจ่ายเป็นค่าเชื้อเพลิง และค่าสินค้าต่างๆ ทำให้ต้องมีการลดค่าเงินบาท ไปจน 1 ดอลล่าห์สหรัฐมีค่าเท่ากับ 52 บาท หลังจากรัฐบาลคุณชวลิตได้ลาออกไป รัฐบาลคุณชวนได้เข้ามาบริหารต่อ ก็ได้มีพระที่ประชาชนเคารพออกมาระดมทุนเพื่อใช้เก็บเป็นเงินคงคลัง คือ หลวงตามหาบัว ในตอนนั้นมีกระแสชาตินิยมแรงมาก และกระทรวงการคลัง ได้ออกความเห็นซึ่งทางสมาคมค้าทองคำได้พยายามอธิบายให้ทางการทราบเสมอว่าทองคำเป็นเงินตราประเภทหนึ่ง ไม่สมควรที่จะให้มีการคิดภาษี VAT กระทรวงการคลังเลยมีคำสั่งมาที่กรมสรรพากร ให้หาวิธีที่จะคิดให้ทองคำไม่มีภาษี VAT
มีการใช้ หน่วยงานเข้ามาทำวิจัย คือ TDRI ผลการศึกษาพบว่าที่สมาคมกล่าวอ้างนั้น เป็นความจริง จึงได้มีการแต่งตั้งคณะทำงานขึ้นระหว่าง กรมสรรพากร และสมาคมค้าทองคำ เป็นเวลากว่า 2ปีที่มีการระดมสมอง จนสุดท้ายกรมสรรพากรได้ออกเป็นประกาศกระทรวง ในปี พ.ศ. 2543 ให้ทองคำแท่งมีภาษีเป็น ศูนย์ และในเมื่อต้นทุนวัตถุดิบเป็นศูนย์ การคิดภาษีของทองรูปพรรณก็ต้องมีวิธีที่ต่างไป โดยทางกรมสรรพากรยินยอมให้มีการเอาราคาทองรูปพรรณรับคืนที่ประกาศโดยสมาคมค้าทอง ไปเครดิตแล้วเอาส่วนต่างมาคิดภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามอัตราที่กำหนด ด้วยเหตุประการนี้พวกเราจึงมีภาษีที่เป็นประโยชน์ต่อการค้าของอุตสาหกรรมทองของไทย แต่เนื่องจากสมาคมไม่อยากให้ประโยชนืนี้ตกไปสู่โรงงานทองของต่างชาติ สมาคมจึงเสนอไปยังกรมสรรพากรให้มีการยกเนภาษีกับทอง 96.5% ขึ้นไป เนื่องจากเราทราบว่าต่างชาติไม่สามารถผลิตทองคำรูปพรรณที่มีความบริสุทธิ์มากๆได้ เพราะว่าต่างชาติใช้เครื่องจักรในการผลิต แต่ก็มีความพยายามตลอดมาให้มีการยกเว้นส่วนประกอบต่างในการผลิตทองรูปพรรณ อาทิ ลวดทองที่รีดมาแล้ว เป็นต้น และก็มีหลายสมาคมที่อยากได้ภาษีแบบเรา ได้มีการประชุมกันหลายครั้ง เพื่อที่จะทำการยกเลิกภาษีใน เม็ดเงิน แต่เนื่องจากเงินไม่มีราคารับคืน ทางกรมสรรพากรจึงไม่ยินยอมให้มีการคิดแบบเดียวกับทองคำ
พวกเราเมื่อทราบถึงความเป็นมาของระบบภาษีแล้ว ขอให้ชื่นชมกับบุคคลต่าๆที่ได้เสียสละเวลาและมีความกล้าที่จะยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามกับกรมครับสรรพากร ซึ่งพอเอ๋ยชื่อแล้วก็ไม่มีใครอยากไปตอแยด้วย

ร้านทองจะได้อะไรจากการที่ TFEC จะเปิดให้มีการซื้อขายกระดาษ

ผมบังเอิญที่ได้รับเกียรติให้เข้าร่วมประชุมกับทางตลาดหลักทรัพย์ เนื่องจากท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ท่านเห็นว่าการที่ประเทศไทยต้องมีการนำเข้าทองคำแท่งเป็นจำนวนมาก ก่อให้เกิดการไหลออกของเงินตราต่างประเทศ มีผลทำให้ค่าเงินอ่อนตัวลง ท่านจึงได้ออกความเห็นไปทางตลาดหลักทรัพย์ ให้หาวิธีที่จะให้มีการลงทุนในตลาดซื้อขายล่วงหน้า การลงทุนในลักษณะนี้จะไม่มีการส่งมอบของกันจริง แต่จะเป็นการซื้อขายสัญญา ดังนั้นท่านรัฐมนตรีคลังก็ได้คาดว่าจะไม่มีการไหลออกของเงินตราต่างประเทศ

การเปิดให้มีการซื้อขายสัญญาล่วงหน้านั้น จะเป็นผลบวกให้กับบรรดาร้านทองที่มีการซื้อขายจำนวนมากๆ เพราะร้านทองเหล่านั้นไม่จำเป็นที่จะต้องควักกระเป๋าไปซื้อทองแท่งมาเก็บเพื่อป้องกันราคาทอง หากมีการผันผวน แต่หากมาดูที่ร้านทองต่างจังหวัดหรือร้านทองที่อยู่ตามชานเมือง เราจะเห็นว่าการเปิดให้มีการซื้อขายล่วงหน้านี้ ไม่มีการส่งผลกับร้านเหล่านั้นเลย แต่จะเป็นการกระตุ้นให้คนที่มีนิสัยชอบเสี่ยง เข้ามาทำการซื้อขาย หากเรามาคิดว่าจะส่งผลกับการนำเข้าทองแท่งหรือไม่ ผมขอตอบในที่นี้เลยว่า ไม่มีผล เพราะว่าคนไทยเคยชินกับการซื้อขายโดยที่รับมอบของกันที่ร้าน ใครจะอยากซื้อของโดยได้รับแต่กระดาษ

ผมขอวิเคราะห์นะว่าจะมีการซื้อขายกันน้อยมาก และที่จะมาทำการ trade กันจะมีแต่พวกร้านทอง แต่การซื้อทองแท่งก็จะยังมีอยู่ อันที่จริงน่าจะต้องให้มีการอธิบายให้ประชาชนทราบถึง ลักษณะของการซื้อขาย ซึ่งจะแตกต่างจากการซื้อขายทองแท่งในปัจจุบัน ในตลาด TFEC ทุกสัญญาจะมีอายุเสมอ หากเราไม่ exercise สิทธิ์ เมื่อสัญญา expired เราก็ต้องจ่ายเงินเต็มจำนวน และยังมีอีกหลายข้อมูลที่เราควรจะต้องทำความเข้าใจกับนักลงทุนก่อนที่จะปล่อยให้มีการ trade กันอย่างจริงจัง

ผู้ที่มีความรู้เกี่ยวกับตลาดซื้อขายล่วงหน้านั้นมีอยู่น้อยมาก ผมจึงอยาก encourage ให้เข้ามาแลกเปลี่ยนความรู้กันใน Blog นี้ การที่เราสามารถทำให้นักลงทุนมีความเข้าใจในตลาดล่วงหน้า จะเป็นการเตรียมตัวให้กับสังคมไทย ได้ก้าวเข้าสู่ศักราชใหม่ เฉกเช่นเดียวกับที่เมื่อ 10 ปีก่อนที่ได้มีการเปิดโรงงานสกัดทองด้วยวิธีที่ทันสมัย ปลอดภัยต่อสภาพแวดล้อม ทำให้สังคมไทยได้มีทองคำบริสุทธิ์ 999.9 มาใช้ในการผลิตทองรูปพรรณ

วันอังคารที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

ราคาทองแท่งที่ประกาศตามร้านทอง ทำไมถึงไม่เท่ากัน

ปัจจุบันราคาทองคำแท่งและราคาทองรูปพรรณรับคืนที่ประกาศโดยสมาคมค้าทองคำ จะเป็นราคาที่ร้านทองจะต้องยึดเป็นมาตรฐาน และต้องเขียนอยู่ที่ด้านหน้าของร้านเพื่อให้ลูกค้าทราบ ราคาทองนี้อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงได้หลายครั้งในช่วงเวลาที่เปิดทำการ สมาคมค้าทองคำมีบริการแจ้งราคาทองเข้าไปที่โทรศัพท์มือถือทันทีที่มีการเปลี่ยนแปลง แต่จะมีค่าบริการเล็กน้อย ท่านสามารถโทรฯไปติอต่อได้ที่ 02-623-2301

ที่น่าแปลกใจคือวันนี้ตั้งแต่เช้า สมาคมเปิดราคาอยู่ที่ 15250/15150 ต่อมาเวลาก่อนเที่ยง ปรับขึ้นเป็น 15300/15200 พอเวลาบ่าย สองโมงสิบห้า ก็ปรับขึ้นอีกเป็น 15350/15250 ที่น่าตกใจคือพอตอนเย็น ผมขับรถกลับบ้าน พบว่าที่ร้านทองแถวพระโขนง มีการเขียนราคาตอนเช้าอยู่จำนวนหนึ่งและมีที่เขียนราคาตอนสายอยู่จำนวนหนึ่ง ผมว่าร้านทองเหล่านั้นน่าที่จะมีการสอบเช็คราคาอย่างสม่ำเสมอนะ เพราะว่าหาก ท่านสรรพากร หรือ สคบเผอิญ เข้ามาตรวจที่ร้านทองนี้ ผมว่าท่านคงจะโดนปรับหนักพอควรเลยแหละ อาจจะโดนโทษจำคุกจากทาง สคบ ก็ได้ จึงอยากบอกมาให้ท่านทั้งหลายทำการเช็คราคากันนะครับ

วันจันทร์ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

การเลือกการลงทุนในชนิดทองคำแท่ง

ผมจะเล่าเรื่องการเลือกชนิดของทองคำแท่งที่ท่านจะลงทุน ทองคำแท่งที่เราสามารถจะเลือกลงทุนในปัจจุบัน มีอยู่เพียง 2 ชนิดคือ ทองคำแท่งที่ขายอยู่ในร้านทองย่านเยาวราช ชนิดนี้จะมีความบริสุทธิ์ที่ 96.5% และอีกชนิดคือทองคำแท่งที่ความบริสุทธิ์ 99.99% ชนิดนี้จะขายอยู่ในร้านทองเยาวราชและขายโดยผู้นำเข้าจากต่างประเทศ



ขอเริ่มที่ชนิดแรก ทองแท่ง 96.5% นี้ก็คือทองแท่งที่ขายอยู่ในท้องตลาด มีขนาดต่างๆ ตั้งแต่ 5-100 บาท ทองประเภทนี้จะไม่มีการคิดค่าบล็อก เวลาซื้อขายก็ต้องจ่ายเงินสดและรับของไปเลย ผู้ที่สามารถจะขายทองแท่งนี้ได้จะต้องไปจดแจ้งกับกรมสรรพากร เพราะว่าทองแท่งนี้ได้รับการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ผู้ที่ชื่นชอบที่จะเริ่มลงทุน ควรเริ่มจากทองแท่งประเภทนี้ เนื่องจากสามารถเลือกซื้อตามกำลังทรัพย์ของตัวเอง ผมอยากฝากคำแนะนำกับท่านนักลงทุนมือใหม่ว่า การที่ท่านได้ฟังมาจากคนอื่น หรือการที่ท่านทราบมาจากเพื่อนๆนั้น ไม่มีผลต่อการตัดสินใจของท่าน ท่านจะต้องมีความกล้าที่จะตัดสินใจที่จะเอาเงินเก็บของท่านออกมาซื้อทองแท่ง การที่ท่านจะเข้ามานั้น ท่านต้องทราบในเบื้องต้นก่อนว่า ราคาทองที่เรากำลังจะซื้อนั้น จะต้องไม่ใช่ราคาที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ เพราะถ้าเราเข้าไปตอนที่มันอยู่ที่จุดสูงสุด โอกาศที่ท่านจะติดยอดดอย(ในภาษาของนักลงทุน) มีสูงมาก และโอกาศที่ท่านจะลงจากยอดดอยนั้น ท่านอาจจะต้องคอยอีกนานทีเดียว ในการรอคอยที่ยาวนานนั้น อาจจะทำให้ท่านหมดความอยากที่จะมาลงทุนในทองคำอีก หากท่านเข้าซื้อในราคาใดก็ตามที่มิใช่ราคาสูงสุด ผมขอบอกเลยครับว่า ท่านสบายใจได้ ราคาทองมักจะกลับมายังจุดสูงสุดในเวลาไม่นานนัก ราคาทองคำที่เคยสูงที่สุดในช่วงนี้คือ 15450 บาทต่อน้ำหนักทอง 1 บาท การลงทุนจากต่างจังหวัดนั้นอาจจะมีการวางแผนอีกแบบหนึ่งซึ่งผมจะขอเล่าในตอนหน้า

เมื่อท่านมีความชำนาญกับการซื้อขายทองแท่งแล้ว ผมขอแนะนำสินค้าอีกชนิดหนึ่ง นั่นก็คือ ทองคำแท่งชนิด 999.9 โดยมีน้ำหนักอยู่ที่ก้อนละ 1 กิโลกรัม หรือเมื่อเทียบเป็นบาทจะมีน้ำหนักเท่ากับ 65.6 บาท ทองชนิดนี้ท่านนักลงทุนสามารถที่จะติดตามราคาจากทางทีวี ช่องที่มีข่าวธุรกิจอาทิ CNBC หรือ Bloomberg โดยที่เราต้องดูที่ราคา Spot Gold ทองประเภทนี้ จะมีการแจ้งที่ราคาสูงกว่า ทอง 96.5 อยู่ ประมาณ 3.5% แต่ก็ไม่แน่นอนเพราะว่าในบางสถานะการณ์ สมาคมค้าทองคำจะประกาศราคาที่ยึดเอาสภาวะตลาดเป็นหลัก ดังนั้นท่านอาจจะต้องจ่ายแพงกว่า แต่ว่าเวลาท่านขายท่านก็อาจจะได้ราคาที่ดีกว่าเหมือนกัน แต่สถานะการณ์แบบนี้มีไม่ค่อยบ่อยนักครับ

เมื่อมาดูความได้เปรียบ เสียเปรียบระหว่างสินค้า สอง ประเภทนี้ ผมก็ว่าแทบจะหาไม่ได้ เพราะว่าราคาของทั้งสองเดินไปในทิศทางเดียวกันตลอด ผมว่าท่านก็สามารถเลือกได้ตามใจชอบนะครับ ทั้งสองแบบจะต้องมีการชำระเงินกันเต็มจำนวนเมื่อมีการส่งมอบทอง และการแปรสภาพให้เป็นเงินสดก็มีเท่าๆกัน เอาละท่านก็ได้ทราบความเป็นไปอย่างเจาะลึกแล้ว ขอให้ท่านล้วงกระเป๋าแล้วควักเงินออกไปซื้อทองคำแท่งได้แล้วครับ มัวแต่มานั่งอยู่ทำมะเขืออะไร

การลงทุนในทองคำแท่ง, ประเภทของลูกค้า/นักลงทุน

ผมจะพูดถึงเรื่องนักลงทุนในทองคำแท่ง ผมขอทำความเข้าใจกับท่านที่เข้ามาอ่านนะครับว่าสิ่งที่ผมกำลังจะกล่าวอ้างนั้น มาจากประสบการณ์ที่ผมได้ทำมาในระยะ 5 ปี ผมได้แนะนำให้เพื่อนที่เรียนกันมาตั้งแต่ชั้นประถมลงทุนในทองคำแท่ง โดยเพื่อนเหล่านี้มีความอึดอัดกับดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารที่อยู่ระหว่าง 2-3% ต่อปี ราคาที่เริ่มลงทุนขณะนั้นคือ บาทละ 7100 บาท จากนั้นเป็นต้นมา เพื่อนท่านนี้ ก็ได้กำไรประมาณ 15% ถึง 18% ต่อปีโดยขึ้นอยู่กับการสวิงของราคาทองคำในตลาดโลก และอัตราแลกเปลี่ยนของเงินบาทกับดอลล่าห์อเมริกัน

การลงทุนมีความเสี่ยงไหม ผมขอเรียนให้ทราบตามตรงเลยนะครับ ไม่มีการลงทุนใดๆที่ไม่มีความเสี่ยง แต่ความเสี่ยงในการลงทุนในทองคำแท่งนั้น เป็นความเสี่ยงจากการที่ท่านจะทำใจ หรือใจเย็นเพียงพอหรือไม่ ที่จะรอราคาทองให้กลับขึ้นมาใหม่ ในกรณีที่เข้ามาซื้อแล้วราคาทองกลับไหลลงไปเรื่อยๆ ผมขอเรียนให้ทราบเลยว่าการลงทุนนั้น จะมีแต่คนถามเสมอว่าราคาทองขณะนี้สมควรที่จะซื้อหรือยัง นักลงทุนประเภทนี้ ไม่มีความจริงใจที่จะมาลงทุน ผมคนหนึ่งที่จะไม่ยอมเสียเวลาพูดหรือแนะนำคนเหล่านี้ เพราะไม่ว่าราคาทองจะต่ำแค่ไหน คนเหล่านี้จะไม่มีทางที่จะเอาเงินมาลงทุน จนกว่าจะได้รับคำยืนยันจากเราว่าต้องเข้าแล้ว และอยางที่ท่านทราบ ไม่มีใครทราบราคาทองล่วงหน้าได้

นักลงทุนที่ผมรักและชื่นชอบโดยที่เขาเหล่านั้นมีความจริงใจที่จะมาลงทุน จะถามเราว่าเขาจะซื้อเลยโดยไม่ถามถึงราคาทองในขณะนั้น ผมเสียอีกที่จะเป็นคนคอยเตือนสติให้เขารอสัก 2-3 วันถ้าขณะนั้นราคาทองกำลังอยู่ในระดับสูงสุด จนกว่าราคาจะเริ่มลงและให้ลูกค้าเป็นคนที่สั่งซื้อ โดยมีข้อแม้ว่าหากผมโทรฯไปให้ขาย เขาจะต้องเชื่อและยอมขายทันที ลูกค้าประเภทนี้จะเป็นลูกค้าที่มีประสบการณ์ที่ดีกับผมมาในอดีต และพวกเขาทราบมาแล้วว่าผมมีประสบการณ์ที่มากกว่าพวกเขา หากผมสั่งขายไปแล้วราคาทองยังขึ้นอีก ซึ่งก็อาจจะเกิดขึ้นได้เสมอ เพราะว่าเราไม่สามารถที่จะทราบราคาทองล่วงหน้าได้อย่างแน่นอน แต่เราสามารถคาดคะเนเอาจากที่เคยเกิดขึ้นมาในอดีตได้

การที่เราให้ความรู้ในข้อมูลต่างๆที่เราได้รับมา จะทำให้ลูกค้าของเรามีความไว้ใจที่จะมาลงทุนกับเรา ผมว่าในฐานะพ่อค้าคนหนึ่ง เราไม่ควรเอาเปรียบลูกค้าที่จะมาซื้อทองโดยเก็บงำข้อมูลที่เราทราบ ในบางครั้ง ลูกค้าอาจจะได้ยินข่าวบางเรื่องที่เราไม่ทราบมาก่อน แต่โดยความบังเอิญที่พอการสนทนาเกิดขึ้นทำให้เขาพูดออกมา เป็นประโยชน์กับตัวของเราด้วย

ลูกค้าบางประเภทจะคิดว่าเขาฉลาดกว่าผม ทำให้เวลาที่ผมโทรศัพท์ไปบอกให้ขาย กลับบอกว่าเขากำลังอยากจะซื้ออยู่พอดี ลูกค้าประเภทนี้ ผมจะไม่โทรฯไปอีกเลยจนกว่าเขาจะโทรฯกลับมาถามว่าทำไม่ไม่แจ้งให้เขาทราบบ้าง ผมก็จะตอบว่า เวลาผมโทรฯไปคุณคิดตรงข้ามกับความคิดผม ผมจึงไม่กล้าที่จะแนะนำให้ทำตาม เป็นอย่างนี้ สองถึงสามครั้ง ลูกค้าคนนี้ก็จะกลับมาหาเพราะว่าไม่มีร้านทองร้านไหนที่จะให้คำแนะนำอย่างที่ผมมีให้หรอกครับ ร้านทองร้านอื่นเขาจะคิดว่าเสียเวลาที่จะไปแนะนำ เพราะว่าหากแนะนำผิด ก็จะถูกด่าและถูกต่อว่าตลอด