แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เลี้ยงลูก แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เลี้ยงลูก แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2551

นวัตกรรมวาณิชย์ กับความคิดของเด็กๆบางคน




วันนี้ผมได้ไปร่วมอบรมเกี่ยวกับ นวัตกรรมทางธุรกิจในชื่อของโครงการ
นวัตกรรมวาณิชย์ ที่คณะพาณิชย์ศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย มีสิ่งที่ทำให้ผมต้องเอามาเขียนลงในบล็อก เพราะว่าผมเห็นแนวโน้มในเด็ก ที่จะมาเป็นอนาคตของชาติ จึงเกิดความกังวล และอยากให้พวกเราในฐานะคุณพ่อ คุณแม่ หรือว่าที่ในอนาคต ช่วยกันดูแลและอบรมให้เด็กๆมีความนอบน้อมและถ่อมตน

เรื่องของเรื่องคือ ในห้องที่มีการอบรมจะมีเด็กมัธยม 5 จากโรงเรียนที่มีชื่อเสียงในกรุงเทพ เนื่องจากที่คณะเปิดโอกาส ให้ทุกคนสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมได้ เด็กทั้งหมดนี้ ได้แสดงความคิดเห็นร่วมต่างๆ เหนือกว่าผู้ใหญ่ที่เข้าร่วมหลายท่าน แต่ระหว่างที่มีการพักเบรก เด็กเหล่านี้จะถือโอกาสเข้ามาสนทนากับอาจารย์และ พิธีกรต่าง โดยได้ยิงคำถามที่เจาะลึก และค่อนข้างเป็นความรู้ที่เฉพาะของท่านเหล่านั้น ผมได้ดูอยู่ตอนแรกๆก็น่าเอ็นดู แต่หลังๆคำถามได้เปลี่ยนไปในลักษณะที่ค่อนข้างก้าวร้าว หรือเป็นการถามเพื่อฉีกหน้าผู้ใหญ่ท่านนั้นๆ คำถามอาทิ ในเมื่อท่านพิธีกรหรืออาจารย์ เรียนจบที่ต่างประเทศแล้วทำไมกลับมาทำงานในประเทศไทย เป็นผม ผมไม่กลับมาให้โง่หรอก จะอยู่ทำงานที่โน่นให้ได้เงินเยอะๆก่อนแล้วค่อยกลับมา หรือหากเป็นอาจารย์บางท่านที่เป็นเด็กทุนรัฐบาล ได้รับคำถามว่า กลับมาทำไม เป็นผม หนีทุนแล้ว ไปทำงานอยู่ต่างประเทศดีกว่า ได้เงินมากๆแล้วค่อยกลับ ผมไม่ทราบว่าทำไมผู้ปกครองของเด็กเหล่านั้นถึง ไม่ได้อบรมถึงความกตัญญู ต่อแผ่นดินเกิด และมีคำถามที่ผมฟังแล้วสะอึกเลยคือ เป็นผม ..เด็กๆเหล่านั้น.. ผมไม่เอาทุนรัฐบาลไทยไปเรียนหรอก ผมไม่อยากเป็นหนี้รัฐบาล และผมไม่อยากเป็นอาจารย์ เพราะได้เงินน้อย ไม่พอกิน พวกผมอยากทำงานได้เงินเยอะๆ

ความเห็นของผมนะครับ ทำไม่เด็กซึ่งเรียนเก่ง และเป็นกำลังสำคัญในอนาคตของชาติ ถึงมีความคิดแต่เรื่องเงิน หากพวกเราไม่เปลี่ยนความคิดของพวกเขา เมื่อโตขึ้น ประเทศของเราจะมีแต่คนที่เห็นแก่ตัว คิดถึงแต่ตัวเองและคนรอบข้าง บุคคลอื่นๆที่เป็นเพื่อนร่วมชาติจะมีอนาคตอย่างไร หากคนที่เป็นผู้นำเพราะว่าเก่ง มีมันสมองที่จะคิดพัฒนาประเทศ แต่ไม่ใส่ใจในส่วนที่เป็นคนสว่นมากของประเทศ ผมไม่ได้กล่าวหานะครับว่า เงินเป็นสิ่งที่ไม่ดี แต่ว่าการที่เราให้ความสำคัญว่าเงินมีค่ามากกว่าค่าของคนนั้น มันอันตรายต่อความมั่นคงของชาติมาก หากท่านมีลูกที่มีอายูระหว่าง 18-13ขวบ ท่านลองถามเขาดูว่า โตขึ้นอยากเป็นอะไร เมื่อก่อน เราอาจจะได้ยินว่า ผมอยากเป็นตำรวจ อยากเป็นหมอ อยากเป็นพยาบาล แต่มาเดี๋ยวนี้ ร้อยละ 90 จะตอบว่าทำอะไรก็ได้ ขอให้ได้ตังค์มากๆ และรวยเร็วๆ ไม่สำคญว่าโตขึ้นมาแล้วจะเป็นอะไร

ท่านครับขอให้ช่วยสอนสั่งให้เยาวชนของไทย มีความนอบน้อมถ่อมตน รู้จักให้อภัย รู้จักมีมุทิตา คือให้รู้จักชื่นชมต่อความสำเร็จของคนอื่น ไม่ใช่รู้แต่อิจฉาริษยา อยากแต่ให้คนอื่นล้มเหลว จะได้ไม่มีคนมาเป็นคู่แข่ง ประเทศไทยจะได้ก้าวหน้าสู่ความเป็นอารยะประเทศครับ

วันจันทร์ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2551

การเลี้ยงลูกให้เก่งและฉลาด พร้อมทั้งเตรียมตัวให้เป็นคนดีของสังคม



การที่ผมเน้นหัวข้อที่ว่า เราในฐานะที่เป็นพ่อและแม่ของลูก ที่จะเป็นทรัพยากรของประเทศ จะต้องมีหน้าที่ที่จะเตรียมตัวลูกให้พร้อมที่จะออกไปทำงาน เพื่อสร้างผลผลิตมวลรวมของชาติให้โตขึ้น การที่เรามีการฝึกให้ลูกมีวินัยทางการเงิน จะทำให้ลูกมีความต้องการที่จะอยากทำงาน ท่านที่เป็นผู้ปกครองท่านคงจะมีความชื่นใจที่ลูกเริ่มทำงาน และนำเช็คเงินเดือนๆแรกมามอบให้ นั่นแสดงว่าท่านได้สร้างกำลังสำคัญของชาติขึ้นมาอีกหนึ่งคน ไม่สำคัญหรอกว่าลูกคนนั้นจะต้องเป็นคนเก่ง แต่ตราบใดที่ลูกนั้นมีความพยายามที่จะทำงานให้ดี ยินดีที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ และมีความตั้งใจที่จะทำตัวให้ดีขึ้น
ผมได้เห็นเด็กบางคนที่เรียนเก่งแต่มีความฝันว่า โตขึ้นอยากจะมีเงินมากๆ แต่อยากจะเป็นอะไรไม่สำคัญ ขอให้ทำงานสบายและได้เงินมากๆเป็นพอ ถ้าประเทศเรามีประชากรมากๆอย่างนี้ ประเทศเราจะไม่มีทางที่จะผลิตหรือสร้างอะไรได้ ท่านผู้ปกครองทุกท่านที่สร้างตัวเองขึ้นมา คงจะทราบนะครับว่าการที่เราจะได้เงินมานั้น ไม่ม่ทางลัด ทุกอาชีพจะต้องมีการลงทุนลงแรง และต้องอาศัยโชคบ้าง
เงิน ไม่ใช่สิ่งที่ไม่ดี ใครๆก็ต้องการเงินกันทั้งนั้น แต่การที่เราจะได้เงินมา ต้องมีกรรมวิธีต่างๆมากมาย มิใช่เงินจะหล่นจากฟ้าได้ ลองไปอ่านประวัติของคนที่ถูกล็อตเตอรี่ แล้วเราจะเห็นว่า พวกเขาเหล่านั้นหลังจากที่ได้รับโชคแล้ว จะมีความรู้สึกเหมือนเป็นทุกขลาภ เพราะว่าเขาไม่สามรถที่จะใช้ประโยชน์จากเงินมากมายเหล่านั้น และถ้าเขากลับมามีชีวิตเหมือนเดิม เขาก็ไม่สามารถกลับมาใช้ชีวิตแบบเดิมได้ เปรียบเหมือนยาเสพติดที่ท่านได้เสพแล้ว ไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้หากไม่เสพอีก สิ่งที่เราควรจะฝึกฝนให้ลูกรู้สึกชื่นชมกับรายได้ที่เขาหาได้นั้น เป็นสิ่งที่ยากและต้องอาศัยความมีวินัย มีหลายคนที่เมื่อเรียนจบ แล้วไม่ยอมออกไปทำงานเพราะว่า เงินเดือนที่จะได้น้อยกว่าเงิืนที่พ่อแม่ให้ตอนเรียนอยู่ หากต้องการเงินเดือนมากๆแล้วนายจ้างที่ไหน จะจ้าง เพราะว่าเขายังไม่มีประสบการณ์
ฉะนั้น ท่านผู้ปกครองทั้งหลาย ที่ขณะนี้ให้เงินรายเดือน กับลูกที่เรียนอยู่ในระดับมหาวิทยาลัย มากกว่า 6000 บาทต่อเดือนแล้วไซร้ ขอให้ท่านพยายามที่จะจำกัดการใช้เงินของลูกให้ต่ำกว่าเงินเดือนที่จะสตาร์ท โดยท่านต้องทำการบ้านโดยถามไปทั่วๆว่าในสายงานของลูกนั้น เงินเดือนเริ่มต้นคือเท่าไร แล้วอย่าให้เงินรายเดือน พร้อมกับเงินที่จะใช้ซื้อของอื่นๆอีก มากกว่าจำนวนนั้นๆ

วันพฤหัสบดีที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2551

การเลี้ยงลูกให้เก่งและฉลาด.....

กลับมาอีกแล้วหลังจากที่ไปหาข้อมูลเกี่ยวกับร้านทอง เลยลืมที่จะอับเดทเกี่ยวกับการเลี้ยงลูกให้เก่งและฉลาด ผมมีข้อเสนอให้บรรดาท่านผู้ปกครองว่า หากท่านต้องการให้ลูกมีความอดทนจะได้เก่งและฉลาด ท่านต้องเอาตัวท่านกลับไปเป็นเด็ก แล้วคิดดูว่าสิ่งที่เด็กในวัยลูกของท่านต้องการอะไร สิ่งที่เราจะหาให้จะต้องเป็นสิ่งที่ลูก need มิใช่สิ่งที่ลูก want หากเราคิดไม่ออก ขอให้ท่านไปถามหาคนที่ยังมีความจำดี จะได้รื้อฟื้นความทรงจำ ขอให้ท่านอย่าคิดว่า เมื่อท่านยังเด็ก ท่านอยากได้สิ่งอะไร แล้วผู้ปกครองท่านไม่ซื้อให้ ทำให้ท่านไม่อยากให้ลูกมีความรู้สึกอย่างนั้น จึงเอาของต่างๆไปประเคนให้ลูก จนเขาไม่เห็นความสำคัญในของที่ท่านหาให้ ท่านอย่าไปกลัวว่า จะมีคนมาด่าหรือว่าท่านหากเขารู้ว่าท่านเลี้ยงลูกอย่างนี้ ผมมีตัวอย่างที่จะยกให้ท่านฟัง คือ ผมมีลูกสาวคนหนึ่งที่เรียนสถาปัตย์ และเพื่อนผมก็มีลูกชายที่เรียนสาขาเดียวกัน แต่อยู่คนละสถาบัน เราเคยมาถกปัญหากันเรื่องการใช้เงินของลูก ผมบอกกับเพื่อนว่า ผมให้เงินลูก เดือนละ 4500 บาท แต่ถ้ามีค่าอะไรพิเศษ ก็สามารถมาเบิกได้ เพื่อนเขาร้องลั่นว่า อยู่ได้อย่างไร เขาให้เงินลูกเดือนละ 9000 บาท แต่ลูกก็ไม่เคยใช้จนสิ้นเดือนเสียที ต้องมาขอเงินเพิ่มตลอด ผมก็ว่าลูกเขาอาจจะมีค่าซื้อของพิเศษ แต่เพื่อนบอกว่า ค่าของต่างๆ เขามาขอเบิกเพิ่มตลอด ผมว่าหากลูกใช้เงินเดือนละกว่า หมื่น แล้วเวลาเขาเรียนจบ ออกไปทำงาน มิได้เงินเดือนไม่พอใช้หรือ เขาก็เลยเอาเรื่องนี้ไปเล่าให้ลูกฟัง ลูกเขาบ่นอุบ แต่ก็ใช้เงินได้ดีขึ้น ผมจึงว่าการเลี้ยงลูกนี้ ต้องอาศัยเพื่อนๆคอยมาแชร์ความรู้ จะได้ทราบความเป็นไปในปัจจุบันครับ

วันอาทิตย์ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

การศึกษาของลูก...โรงเรียนอินเตอร์ดีไหม?

มีผู้ปกครองหลายๆท่านที่อยากให้ลูกเรียนในโรงเรียนอินเตอร์ ด้วยจุดประสงค์ที่อยากให้ลูกสามารถพูดภาษาอังกฤษได้คล่อง และด้วยเหตุผลที่ว่า โรงเรียนอินเตอร์บางแห่งสามารถที่จะเข้าเรียนได้ง่ายกว่าโรงเรียนสามัญทั่วไป ผมก็เผอิญมีประสบการณ์เพราะลูกคนเล็กนั้น ภรรยาอยากให้เข้าเรียนในโรงเรียนอินเตอร์ ผมเลยปรึกษากันและเลือกโรงเรียน Adventist Church School ที่อยู่ในซอยคลองตัน ถนนสุขุมวิท 77 ช่วงแรกๆที่ลูกเข้าเรียนนั้นมีปัญหาการปรับตัวมาก ทั้งๆที่ผมและภรรยาก็เรียนจบจากต่างประเทศมา แต่เราไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษที่บ้าน มีอยู่ครั้งหนึ่ง ที่ลูกถูกเรียกให้ตอบคำถาม ผลคือเขาปล่อยโฮเลย เพราะเขาไม่สามารถเข้าใจในคำถามได้ ผมจึงอยากให้ท่านผู้ปกครองกรุณาเตรียมเด็กให้พร้อมก่อนที่จะพาลูกไปเข้า และสิ่งที่สำคัญมากคือท่านต้องคอยตรวจดูหนังสือตำราต่างๆที่ทางโรงเรียนให้ลูกเราเรียน เนื่องด้วยที่โรงเรียนที่ลูกไปเรียน เขาไม่อนุญาตให้เอาตำรากลับบ้าน จนมีอยู่วันหนึ่ง ผมขอครูเขาให้ลูกเอาตำราวืทยาศาสตร์กลับมาอ่านต่อที่บ้าน ถึงได้รู้ว่าที่ลูกเรียนอยู่นั้น มันผิดไปจากความเป็นจริง อาทิ ในตำราบอกว่า แผ่นดินไหวและภูเขาไฟระเบิดนั้นเกิดจากการที่พระเป็นเจ้าท่านดลบันดาลให้เกิดขึ้น พอผมเห็นเท่านั้น ผมได้บอกกับภรรยาเลยว่าลูกต้องย้ายโรงเรียนแล้วละ ผมเข้าใจในตอนแรกว่าโรงเรียนนี้เป็นสำหรับเด็กคริสเตียน แต่รู้สึกว่ารับไม่ได้
การเรียนโรงเรียนอินเตอร์ เหมาะสำหรับเด็กที่พ่อแม่มีความสามารถที่จะเข้าใจในภาษาอังกฤษอย่างดี เพราะว่าเราจะต้องอธิบายให้ลูกฟังได้ เมื่อเขามีข้อสงสัย และเวลาที่ครูเรียกพ่อแม่ไปพบ ซึ่งมีบ่อยมาก ท่านจะต้องโต้ตอบกับครูได้มิฉะนั้น ท่านแย่แน่ ลูกจะหมดศรัทธาในตัวคุณทันทีที่คุณไม่สามารถเข้าใจภาษาอังกฤษ
เมื่อลูกเรียนในโรงเรียนจนสามารถพูดและฟังได้แล้ว ท่านก็ต้องมองไปข้างหน้าแล้วว่าการศึกษาขั้นที่สูงขึ้นจะทำอย่างไร เพราะการที่เราให้เขาเรียนในระบบฝรั่งแล้ว ให้ลูกเปลี่ยนกลับมาเรียนในระบบเดิม ลูกจะมีปัญหาในการเรียนแน่นอน เพราะว่าอาจจะถูกทำโทษในห้อง เพราะว่าในระบบอินเตอร์นั้น จะไม่มีการทำโทษเด็ก หากเด็กไม่เชื่อฟัง อย่างร้ายที่สุดคือ ผู้ปกครองจะถูกเรียกมาพบกับผู้อำนวยการ
เอาละในเมื่อท่านสามารถส่งลูกเรียนโรงเรียนอินเตอร์ได้ แสดงว่าท่านจะต้องมีฐานะพอสมควร ดังนั้นเมื่อลูกเรียนถึงเกรด 8 ท่านต้องมองหาที่เรียนใหม่แล้ว ที่หนึ่งที่เหมาะกัยท่านและสามารถทำให้ลูกเรามีโอกาศที่จะเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยชั้นนำในสหรัฐได้ โรงเรียนเหล่านั้นคือ Boarding School ซึ่งจะรับเด็กตั้งแต่เกรด 9 ขึ้นไป ค่าเทอมก็แพงพอควร แต่มันเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าเพราะลูกอาจจะเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยระดับ top ten หรือ top twenty ได้ในสมัยผม ไม่เคยมีความหวังเลยว่าจะมีลูกไปเรียนในมหาวิทยาลัยระดับ Harvard University, Massachusett Institute of Technology, Stanford University, Columbia University, Cornell University, Carnegie Mellon University etc. แต่ท่านเชื่อหรือไม่ว่า มันเป็นความจริงที่ปรากฎว่าลูกสามารถเข้าไปเรียนได้ และลูกของเพื่อนที่เรียนมาจากจุฬานั้น ก็สามารถเข้าเรียนได้เหมือนกัน นั่นแสดงว่าเด็กไทยเรามีความสามารถที่จะเข่าไปเรียนในมหาวิทยาลัยชั้นนำเหล่านั้นได้ พียงแต่เราต้องเตรียมความพร้อมและให้ลูกได้มีโอกาศ ที่ไปแข่งขันกับคนอื่นได้ครับ ท่านที่อ่านมาแล้วมีความเห็นอย่างไรบ้าง มาช่วยกันแชร์ความคิดกันดีไหมครับ

วันเสาร์ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

เมื่อถึงเวลาที่ลูกจะขึ้นไปเรียนมัธยม จะไปที่ไหนดี

การศึกษาของไทยแบ่งเป็น 4 ช่วงชั้น ช่วงชั้นแรกคือ ประถม 1 ถึง ประถม 3 ช่วงชั้นที่ 2 คือ ประถม 4 ถึงประถม 6 ต่อจากนั้นก็ถึงเวลาสำคัญหรือเรียกว่าเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ของอนาคตของลูกเราก็ว่าได้ เพราะว่าสังคมที่ลูกจะใช้เวลาอีก 3 ปีในช่วงชั้นที่ 3นี้ จะมีผลต่อชีวิตของลูกเราเป็นอย่างมาก ดังนั้นจึงมีผู้ปกครองเป็นจำนวนมากที่ยอมวิ่งเต้นสุดกำลังที่จะเอาลูกเข้าไปในโรงเรียนที่ดีที่สุด การเข้าเรียนในชั้นมัธยม 1 มีรายชื่อของโรงเรียนที่เป็นที่ใฝ่ฝันของเหล่าเด็กเรียนดังต่อไปนี้
1 โรงเรียนสาธิตปทุมวัน

2 โรงเรียนสวนกุหลาบ

3 โรงเรียนเทพศิรินทร์


4 โรงเรียนสตรีวิทยา
5 โรงเรียนศรีอยุธยา
6 โรงเรียนสาธิตประสานมิตร มัธยม
บรรดาโรงเรียนเหล่านี้ มีอัตราการรับเด็กอยู่ระหว่าง 1 ต่อ 50 ถึง 100 คน ดังนั้นจะเป็นการแข่งขันกันอย่างที่สุด อาจจะพูดได้ว่ามากกว่าการเข้ามหาวิทยาลัยเสียอีก มักจะมีคนถามผมเสมอว่ามีทางที่จะใช้เส้นสายไหมที่จะเอาลูกเข้าไปเรียนให้ได้ ผมก็จะตอบอย่างไม่อ้อมค้อมว่า เป็นไปได้ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าลูกของคุณจะประสบความสำเร็จ การที่ลูกของเราไม่สามารถที่จะสอบเข้าไปได้นั้น เมื่อเรายังดึงดันที่จะให้ลูกเข้าไปให้ได้ เมื่อเรียนไป สักพักก็จะมีผลคือลูกจะเรียนตามเพื่อนๆไม่ไหว ท่านผู้ปกครองอย่าคิดนะครับว่า การที่ลูกเข้าไปแล้วจะทำให้เขาปรับตัวเพื่อให้ทันเพื่อน นั่นเท่าที่ผมเคยพบมา ยังไม่มีใครทำได้เลย ฉะนั้น การที่ลูกได้เรียนอยู่ช่วงชั้นแรกๆ ผู้ปกครองควรจะต้องสอนให้ลูกมีการเตรียมพร้อมที่จะเผชืญหน้ากับการเรียนที่หนักหนาในวันข้างหน้า

วันศุกร์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

การเอาลูกเข้าเรียนชั้นประถม.....

ผมอยากขอเริ่มจากการที่พ่อแม่จะเอาลูกเข้าโรงเรียน ผมจะไม่เน้นระดับอนุบาลหรอกนะ เพราะว่าจากประสบการณ์ที่มีกับลูกสองคนแรก ที่ผมได้ฝากความหวังไว้ที่โรงเรียนอนุบาลที่มีชื่อเสียงมากแห่งหนึ่ง อยู่ที่หัวถนนสาทร เวลาจะไปเอาใบสมัคร ต้องถ่อสังขารไปตั้งแต่ตีสอง เพราะว่าโรงเรียนนี้เปิดขายใบสมัครแค่ปีละหนึ่งวัน ( เดี๋ยวนี้เป็นอย่างไร ผมยังไม่ได้เช็คดู ) เมื่อลูกสองคนแรกไปเรียนที่นี่ ต้องถูกรังแกจากบรรดาพวกลูกคนรวย ใครบอกว่าโรงเรียนดีๆแพงๆจะไม่มีกุ๊ย แม้แต่ระดับอนุบาลยังมีเลยครับ แต่นั่นไม่ใช่เรื่องที่ผมอยากจะเล่า เรื่องมันเกิดเมื่อลูกจะต้องไปสอบแข่งขันเพื่อเข้าโรงเรียนในเครือ สาธิต ผมอุตส่าห์ขับรถจากบ้านแถวพระโขนง ไปบ้านของครูที่ผมหวังจะให้ติวลูกที่สี่แยกไฟฉาย แถบฝั่งธน ทราบไหมครับว่าคุณครูที่เราเอาของขวัญปีใหม่ไปให้เขาทุกปี ตอบว่าไม่ว่าง และบอกว่าลูกผมไม่มีหวังหรอกเพราะว่าเรียนไม่เก่ง จากนั้นผมก็พยายามหาคนที่จะติวให้ลูกจากใบประกาศตามหน้าโรงเรียนสาธิต สุดท้ายก็ได้ครูเด็กๆท่านหนึ่งรับเป็นติวเดอร์ให้ ลูกคนโตสามารถเข้า โรงเรียนสาธิตประสานมิตร ได้ ส่วนลูกคนที่สองสามารถเข้าโรงเรียน มาแตร์เดอีได้ พอทางโรงเรียนทราบเท่านั้นแหละครับ เอาชื่อลูกไปแปะไว้ที่บอร์ดหน้าโรงเรียนเลยว่า เด็กของโรงเรียนนี้สามารถเข้าโรงเรียนนั้นๆได้
ผมขอเริ่มเลยนะว่าโรงเรียนระดับประถมเท่าที่จัดอันดับการเข้ายากและมีชื่อเสียงจะมีอยู่ 2 ประเภท โดยที่ประเภทแรกคือโรงเรียนในเครือสาธิต โรงเรียนเหล่านี้สอนโดยอาจารย์จากคณะครุศาสตร์ หรือ จากคณะศึกษาศาสตร์ ที่เหล่านี้จะไม่มุ่งเน้นเรื่องการเรียนในตำราเท่าไรนัก แต่จะมุ่งเน้นในกิจกรรม ที่จะให้เด็กมีการพัฒนาทางร่างกายและจิตใจ ดังนั้นหากพ่อแม่คนไหนต้องการเน้นให้ลูกเรียนหนักในวืชาต่างๆ ผมต้องขอเรียนให้ทราบว่าท่านต้องไปดูที่ประเภทอื่น การจัดอันดับเข้ายากจากยากที่สุดไปนั้นมีดังนี้ครับ
1. โรงเรียนสาธิต จุฬาฯ
2. โรงเรียนสาธิต ประสานมิตร
3. โรงเรียนสาธิต รามคำแหง
4. โรงเรียนสาธิต เกษตรฯ
จากรายชื่อโรงเรียนเหล่านี้ ท่านสามารถเข้าไปสอบถามรายละเอียดได้ แต่ผมขอให้ทำใจไว้ก่อนนะครับ เพราะถ้าหากลูกของท่านไม่เก่งชนิดเลอเลิศ เปอร์เซนต์การที่จะได้รับเข้านั้น ริบหรี่มาก แต่หากถามว่ามีวิธีอื่นไหม ขอตอบว่ามีครับหากท่านมีเงินมากๆ ท่านสามารถจะใช้ช่องทางพิเศษ ที่ทางโรงเรียนเหล่านี้มี คือท่านต้องทำตัวให้เป็นผู้มีพระคุณแก่โรงเรียน โดยการเข้ามาร่วมทำกิจกรรมของโรงเรียน หรือท่านต้องบริจาคให้โรงเรียนมากจนชื่อท่านเป็นที่ยอมรับของท่านผู้อำนวยการและสมาคมครูและผู้ปกครอง หากอยากทราบท่านต้องถามเป็นการส่วนตัวนะ บอกในที่นี้เดี๋ยวทุกคนทำตามกันหมด ก็เลยไม่ขลัง

ต่อมาเป็นประเภทที่ 2 คือโรงเรียนในเครือคาทอลิก โรงเรียนเหล่านี้จะมีทั้ง ชายล้วนและหญิงล้วน จัดอันดับการเข้ายากจากยากมากๆได้ดังต่อไปนี้
1. โรงเรียน มาแตร์เดอี
2. โรงเรียน อัสสัมชัญ ประถม
3. โรงเรียน เซนต์คาเบรียล
4. โรงเรียน เซนต์โยเซฟคอนแวนต์
5. โรงเรียน เซนต์ฟรังซิสเซเวียร์
โรงเรียนเหล่านี้ มักจะรับลูกของศิษย์เก่าก่อน และจำนวนนักเรียนที่รับก็ไม่เคยเพิ่มปริมาณขึ้นตามจำนวนประชากร ดังนั้นการที่จะได้รับเข้าค่อนข้างจะยากมากๆ แต่ก็ยังมีทางอยู่ เพราะว่าผมก็ได้เอาลูกสาว 2 คนเข้าไปเรียนในโรงเรียนมาแตร์มาแล้ว ภรรยาผมก็ไม่ได้จบที่นี่ แต่อาศัยความพยายาม......จุ๊ย..เรื่องนี้ต้องบอกกันเป็นการส่วนตัวนะครับ แต่ตัวกุญแจสำคัญคือ ความพยายาม และความอดทน

ผมขอบอกให้บรรดาคุณพ่อคุณแม่มือใหม่เลยนะครับ ว่าการเลี้ยงลูกนั้นไม่ยากเท่าการหาโรงเรียนดีๆให้ลูก และที่มีคนพูดว่าจะเอาลูกเข้าโรงเรียนจะต้องใช้เงินมากมายมหาศาลนั้น มีส่วนจริงอยู่บ้างแต่ ท่านอย่าลืมนะว่า คนที่มีเงินมากกว่าเราก็มี และเขาก็ยินดีที่จะจ่ายเหมือนกัน ดังนั้นการที่เราจะทำให้โรงเรียน โดยเฉพาะท่าน ผ.อ.จดจำชื่อของลูกเราหรือชื่อของท่านได้ท่านต้องลงทุนเวลาพอสมควรเลยครับ

วันพุธที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

คำแนะนำในการเลี้ยงลูกให้ฉลาด(2)

จากคราวที่แล้วที่พูดถึงการเรียนพิเศษที่คุณพ่อคุณแม่มีความรู้สึกว่าหากไม่ส่งลูกให้ไปเรียนจะทำให้ลูกตามเพื่อนๆไม่ทัน ผมขอเตือนความจำของท่านผู้ปกครองทั้งหลายไปเมื่อท่านยังเป็นนักเรียนอยู่ เมื่อตอนนั้นจะมีแต่เด็กที่เรียนไม่ทันเพื่อนถึงจะต้องถูกส่งแกมบังคับให้ไปเรียนพิเศษ แต่ค่านิยมปัจจุบันได้เปลี่ยนไป จะมีแต่เด็กที่เรียนดี พยายามขวนขวายหาความรู้เพิ่มเติม คำแนะนำของผมคือ ให้ท่านผู้ปกครองพยายามหลีกเลี่ยงการที่จะให้เด็กของท่านไปเรียนพิเศษในตอนเย็นหรือในวันหยุด นอกเสียจากท่านจะมีแผนการที่จะไปสอบแข่งขัน การเรียนภายในโรงเรียนของลูกท่านน่าจะเพียงพอกับความสามารถในการเรียนของลูกท่านอยู่แล้ว เพราะว่าหากโรงเรียนไม่สามารถสอนลูกท่านให้ดีได้ ท่านคงจะไม่เลือกที่จะส่งลูกไปเรียนที่นั่นแน่ๆ การทีเด็กต้องเรียนอยู่ตลอดเวลา จะทำให้เด็กขาดทางด้าน EQ( emotional quotient) การปฏิบัติตัวในสังคมจะขาดไป ในชีวิตของเขาจะถูกสอนให้มีแต่การทำข้อสอบ แต่ความสามารถที่จะทำงานร่วมกับผู้อื่นนั้นขาดหายไป ในเมื่อคนทุกคนต้องเติบโตขึ้นไปเพื่อที่จะต้องไปทำงานกับคนอื่น เด็กของท่านจะไม่ประสบความสำเร็จในชีวิตของเขาครับ

เมื่อมาพูดถึงการที่ลูกของเราเรียนเก่ง สามารถทำคะแนนได้ดี พ่อแม่จะมีแต่ความภูมิใจ แต่นั่นหมายความว่าท่านจะต้องให้ความรู้เกี่ยวการดำรงตนอยู่ในสังคมด้วยนะครับ การสอนวิชาสังคมศึกษาในโรงเรียนปัจจุบันนี้ ไม่ได้สอนให้เด็กไทยรู้เรื่องสังคมเลยสักนิดเดียว ทำไมเด็กไทยถึงมีปัญหาเรื่องความรัก การปฏิบัติตัวในสังคม และ การวางตัวในสังคม เพราะสิ่งเหล่านี้ไม่ได้มีการสอนในโรงเรียน ที่โรงเรียนจะจัดหลักสูตรการสอนวิชาสังคมแค่ให้เด็กๆเรียนรู้เกี่ยวกับการเมืองการปกครอง แม่เคยอธิบายถึงความที่มีเกียรติหรือความถูกต้อง ความซื่อสัตย์ในหน้าที่การงาน ผมอยากให้ท่านทั้งหลายลองถามเด็กไทยคนไหนก็ได้ครับว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร ร้อยละ 95 จะตอบว่าทำอะไรก็ได้ที่มีเงินเยอะๆ เมื่อมีเงินแล้วก็จะมีคนมาเคารพและมีชื่อเสียง ผมว่าหากเราปล่อยให้เยาวชนคนรุ่นใหม่มีความคิดอย่างนี้ ประเทศเราจะกลายสภาพเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อน เพราะว่าหากเรามีเงิน เราก็สามารถทำสิ่งที่ผิดกฎหมายได้ จริงหรือไม่ ท่านก็ถามใจตัวเองดู เพราะว่าผมเคยเจอเหตุการณ์หนึ่ง ขณะที่ผมขับรถอยู่และติดอยู่ในการจราจรที่หนักหนาสาหัส ปรากฎมีขบวนรถของท่านผู้ใหญ่ในรัฐบาล วิ่งสวนทางมาในฝั่งตรงข้าม และวิ่งฝ่าไฟแดงโดยที่ตำรวจจราจรก็ยืนอยู่ตรงนั้น ตำรวจท่านแทนที่จะโบกมือห้ามกลับทำความเคารพอย่างหน้าตาเฉย ลูกถามผมว่าทำไมเราทำอย่างขบวนนั้นบ้างไม่ได้ ผมไม่สามารถตอบลูกได้ ลูกผมเลยบอกว่าเมื่อโตขึ้นเขาจะต้องมีขบวนรถอย่างนั้นบ้าง เพราะว่าเบื่อที่จะต้องติดอยู่ในรถติด

ประเทศเราไม่สามรถที่จะอบรมเด็กของเราให้โตขึ้นมาอย่างมีคุณภาพ เพราะผู้ใหญ่ในสังคมไทยได้ทำตัวอย่างที่ไม่ดีให้อนาคตของชาติได้เห็น

เอาละมาต่อเรื่องการสอนกัน ทุกเช้าที่ท่านผู้ปกครองต้องส่งลูกไปโรงเรียน เวลาในรถนั้นมีค่ามาก ท่านสามารถทบทวนบทเรียน หรือให้มีการท่องศัพท์ภาษาอังกฤษ อย่าให้ลูกขึ้นรถมาแล้วนอนนะครับ เราต้องหาทางกระตุ้นสมองของลูกให้พร้อมที่จะเข้าเรียนในวันนั้น หากเป็นไปได้ ให้หากระดานมาหรือสมุดฉีกใหญ่ๆมาเล่มหนึ่ง คอยถามลูกเสมอว่าเมื่อวานเรียนอะไรใหม่ๆมาบ้าง ลูกจะรู้สึกว่าเขาไม่ใช่คนเดียวที่เรียนหนังสืออยู่ แต่มีพ่อและแม่มาเรียนด้วย

คำแนะนำในการเลี้ยงลูกให้เก่งและฉลาด

ผมอยากเขียนเกี่ยวกับการเลี้ยงลูกมานานแล้ว แต่ยังไม่มีโอกาศที่จะเผยแพร่ ผมอยากถือเอา Blog นี้เป็นการเขียนบทความเลย อย่างน้อยก็เป็นประโยชน์กับคุณพ่อคุณแม่มือใหม่กันบ้าง
ประวัติของบรรดาลูกๆผมคือ คนแรก ได้เข้าเรียนในโรงเรียนสาธิตประสานมิตร เวลาที่ลูกคนนี้เรียนอยู่ในชั้นประถมนั้น แกไม่ค่อยได้เรียนเท่าไร เอาแต่เล่นกีฬา อาทิ ฟุตบอล เทนนิส ปิงปอง ว่ายน้ำ และการที่แกชอบออกไปเล่นบอลหลังเลิกเรียน มันเลยเป็นการบังคับให้เขาต้องทำการบ้านให้เสร็จก่อนที่จะไปเล่น สิ่งนี้เลยเป็นการสอนให้เขามีความรับผิดชอบในการบ้านของตัวเอง ผมไม่เคยเห็นเขาเอาการบ้านกลับมาทำเลย เขาจะบอกว่าทำเสร็จที่โรงเรียนแล้ว การเรียนก็อย่างนั้นๆ ไม่โดดเด่นแต่ก็ผ่านทุกวิชา มาจนเขาขึ้นประถม 5 เขาบังเอิญเดินผ่านห้องประชุมที่มีผู้ปกครองและเด็กที่เรียนเก่งกำลังรับใบประกาศเกียรติคุณ ที่เรียนดี เขาเดินมาหาผมและตั้งคำถามว่าทำอย่างไรเขาจึงจะได้รับใบอย่างนั้นบ้าง ผมก็บอกไปว่า อ่านหนังสือมากๆซิ แล้วเราก็จะได้เอง จากวันนั้น ลูกคนนี้ก็ เริ่มหยิบหนังสือตำราต่างๆออกมาอ่านหลังเลิกเรียน เทอมต่อมาการเรียนก็กระเตื้องขึ้น จนสามารถไล่เพื่อนคนอื่นๆที่มีคะแนนดีกว่าได้ คำถามหนึ่งที่เขามักมาปรารภกับผมเสมอคืออ่านหนังสือแล้วไม่รู้เรื่อง ผมก็บอกว่าให้กลับไปอ่านอีก 5 เที่ยว รับรองว่าจะเข้าใจมากขึ้น เขาก็ทำตาม และมักจะอิดออดว่าเหนื่อยบ้าง หรือ อยากนอนบ้าง ผมก็จะบอกให้เขาไปวิ่งเล่นก่อน ให้รู้สึกกระชุ่มกระชวย แล้วกลับมาอ่านต่อ พอถึงเวลาที่จะต้องขึ้นมัธยม เขาต้องการที่จะย้ายมาสาธิตปทุมวัน ผมก็อนุญาตแต่ผมก็ได้ถามเหตุผลก่อน ลูกบอกผมว่าเขาต้องการที่จะมาพบเด็กที่เรียนเก่งกว่าเพื่อเป็นการพัฒนาตัวเอง เพราะตอนอยู่ประถม 6 เขาได้เรียนดีขึ้นมาอยู่ในระดับ 1-5 ของชั้น จากการที่เขาย้ายมาปทุมวัน ทำให้เขาเห็นว่าเด็กจากโรงเรียนอื่นมีความสามารถเหนือเขาเยอะมาก จนเขาต้องขออนุญาตไปเรียนพิเศษที่ สยามสแควร์ แต่เนื่องจากเขาเล่นกีฬาด้วยเลยทำให้เขาต้องเลิกเรียนพิเศษ เพราะว่าเหนื่อยเกินไปที่ร่างกายจะรับได้ จากการที่เขาไม่ได้เรียนพิเศษทำให้เขาต้องอ่านหนังสือมากขึ้นเพื่อเป็นการชดเชย พอถึงเวลาที่จะขึ้นม. 4 ผมไม่อนุญาตให้เขาไปต่อที่โรงเรียนเตรียมอุดม พอพวกเพื่อนๆที่เรียนดี ออกไปเข้าเตรียม เขาก็เลยได้เลื่อนตำแหน่งขึ้นมาเป็นที่ 2 ของชั้น

เมื่อเรียนจบม. 6 เขาก็ได้ไปสอบแข่งขันชิงทุนรัฐบาล และได้รับทุนไปเรียนจนจบปริญญาโท จากสังคมเด็กธรรมดา เขากลับมีเพื่อนๆที่เรียน รุ่นเดียวกันอยู่ในมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกอาทิ Harvard University, Massachusetts Institute of Technology, Stanford University, Cornell University, Carnegie Mellon University, Columbia University etc.





หลังจากที่ได้อารัมภบทมาซะยืดยาว วิธีที่จะทำให้ลูกเรียนดี เรียนเก่ง มีความรับผิดชอบ และโตขึ้นมาเป็น ทรัพยากรที่ทรงคุณค่าของชาติ คือการที่เราในฐานะพ่อแม่ จะต้องทำให้ลูกมีความสุขในการเรียน ต้องคอยให้คำปรึกษา อย่าให้ลูกต้องไปปรึกษาเพื่อนก่อนที่จะมาหาเรา อย่าไปให้ลูกจมอยู่กับการเรียนมากเกินไป โดยเฉพาะการเรียนพิเศษ การเรียนเยอะๆจะไม่ช่วยให้ลูกเราฉลาดขึ้น แต่จะทำให้เขาเป็นคนที่ทำข้อสอบได้เท่านั้น ความสามารถในการประมวลผลจะไม่มี ที่เขาทำได้เพราะว่าอาจารย์ เอาโจทย์มาให้ทำก่อน เป็นการเอาเปรียบเพื่อนๆคนอื่น ผมขอเรียนให้เพื่อนทราบเลยนะว่าการทำคะแนนได้ดีมิใช่เป็นการบอกให้รู้ว่าลูกจะเติบโตขึ้นมาและประสบความสำเร็จ แล้วไว้เล่าต่อนะ ตอนนี้ขอตัวไปทำธุระก่อนครับ