วันอาทิตย์ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2551

ทองคำคืออะไร.....ทำไมถึงมีคนต้องการ



ทองคำเป็นโลหะชนิดหนึ่ง มีสีเหลืองและมีความแวววาว ทั้งๆที่ทองคำมีจำนวนมาก และเป็นสินแร่ที่มีกระจายไปทั่วโลกในทุกภูมิภาค คุณค่าน่าจะมีความหมายน้อย เมื่อเปรียบกับเกลือที่มีเป็นจำนวนมาก และมีราคาที่ถูก แต่ไม่เป็นเช่นนั้น คำถามที่ว่าทำไมมนุษย์จึงอยากหามาครอบครอง หากท่านติดตามอ่านไปเรื่อยๆท่านจะเข้าใจ
ทองคำ หรือ Aurum ซึ่งมีคำแยกตามมาว่า Aura แปลว่าแสงที่เปล่งประกายออกมา นี่คือคุณสมบัติแรกของทองคำ การที่ทองมีคุณสมบัติพิเศษคือ มีสีเหลืองอร่าม และไม่มีการเปลี่ยนรูป มีความแวววาว ทำให้มนุษย์นิยมนำมาเป็นเครื่องประดับ หรือนำมาเป็นเครื่องใช้ในแวดวงชั้นสูง การบุคคลที่มีสถานะเป็นผู้นำมีความชอบในทองคำ ทำให้มีการประพฤฒิและปฏิบัติตาม จึงเกิดการออกตามหาทองคำ เพื่อที่จะสนองความต้องการของผู้นำ หรือกษัตริย์ ดังเช่นในยุคก่อนคริสต์กาล


ภาพที่นำมาแสดง เป็นเครื่องประดับของคนชั้นสูงในสมัยอียิปต์โบราณ เราจะเห็นว่า บุคคลชั้นสูงมีความต้องการในทองคำอย่างมาก เพื่อที่จะเอาไว้บำเรอความสุขของตัวเอง นอกจากเป็นเครื่องประดับแล้วยังนำมาใช้เป็นเครื่องใช้อาทิ เก้าอี้ ถ้วย จานต่างๆ

หรือนำมาประดับพระศพของกษัตริย์ อย่างที่มีการขุดพบในอียิปต์ และในยุโรป สมัย มาซีโดเนีย ดังภาพที่นำมา

เราจะสรุปได้ว่าทองคำถูกนำมาสู่มนุษย์ด้วยคุณลักษณะทางกายภาพของมัน แต่ในทางที่จะนำมาเป็นประโยชน์แก่การดำรงชีวิตนั้น ทองคำไม่มีค่าใดๆเลย ทองไม่สามารถนำมาประกอบอาหารได้ ไม่สามารถนำมาเป็นเครื่องนุ่งห่มได้ เป็นยารักษาโรคไม่ได้ และสุดท้าย ไม่สามารถนำมาเป็นที่อยู่อาศัย แล้วทำไมมนุษย์จึงมีความคลั่งไคล้ต่อโลหะทองคำนี้นัก ผมจะนำท่านเดินทางข้ามเวลาต่อมาสู่สิ่งที่มนุษย์ได้สมมุติขึ้นมา แล้วทำให้คนบนโลกนี้ ต้องทำสงครามต่อสู้กัน และมุ่งแต่แสวงหาสิ่งที่เรามีความเชื่อว่าเป็นสิ่งวิเศษ ในปี700 BC หรือคือในยุคหลังจากอียิปต์โบราณ ประมาณ 4000ปี ได้มีการคิดค้นการผลิต เหรียญทองคำขึ้นในแถบยุโรปตะวันออกใกล้กับ เอเชียไมเนอร์ เหรียญที่ผลิตออกมานี้ ผู้ผลิตมีความตั้งใจในตอนแรกที่จะใช้เพื่อความสุขของตัวเอง แต่ต่อมาได้ถูกนำมาใช้เป็นตัวกลาง ในการแลกเปลี่ยนซื้อขายสินค้าซึ่งกันและกัน ประวัติของการผลิตเหรียญทองคำนี้ มีเรื่องเล่ากึ่งนิทานผสมเทพนิยายดังผมจะเล่าในต่อไปนี้;
ผู้ที่มาเล่าเรื่องที่น่าสนใจนี้คือนักประวัติศาสตร์ชาวกรีกชื่อดัง Herodotus ที่มีอายุอยู่ในช่วง 500 BC เรื่องมีอยู่ว่าเมื่อราวปี 700 BC มีเมืองหนึ่งชื่อ Lydia อยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของเมือง Phrygia กินอาณาเขตอยู่ใกล้กับทะเล Aegean และ Asia Minor เมืองลิเดียนี้มีกษัตริย์ปกครองที่สามารถสืบเชื้อสายย้อนไป 22 ชั่วคนมาจาก เฮอร์คิวลิส กษัตริย์ที่จะกล่าวถึงมีชื่อว่า แคนดอเลส ซึ่งรักภรรยาแสนสวยของเขามาก แต่ด้วยความชอบที่จะโอ้อวดและชอบแสดงให้คนอื่นอิจฉา มีวันหนึ่ง แคนดอเลสได้พาทหารคนสนิท ชื่อ ไกกิส มาแอบดูราชินีของตนเองอาบน้ำ แต่ราชินีสืบทราบถึงเรื่องนี้จึง มีความไม่พอใจ ได้เรียก ไกกิสเข้าเฝ้า และยื่นข้อเสนอว่า การที่มีชายใดเห็นร่างกายของราชินีจะต้องโทษประหาร หรือไม่ก็ต้องแต่งงานกับเธอเสีย แน่นอน ไกกิสต้องเลือกข้อหลังแน่นอน จึงได้กระทำการโค่นราชบัลลังค์ของ แคนดอเลส และปราบดาขึ้นเป็นกษัตริย์ แต่ชาวเมืองเกิดความไม่พอใจ จึงได้มีการหารือไปยังผู้เฒ่าที่รอบรู้ ให้กล่าวคำทำนายถึงอนาคต จากการที่ได้รับของกำนัลมีค่ามากมาย ผู้เฒ่าได้ให้คำทำนายที่เป้นผลดีแต่ได้กล่าวเตือนไว้ว่า จากการที่ ไกกิส ได้สังหาร แคนดอเลส ผลกรรมจะไปเกิดที่กษัตริย์ในราชวงศ์รุ่นที่ 5 จากนั้นมาเมืองลิเดียก็ได้มีความเจริญรุ่งเรืองมาจนถึงยุคที่ 5 ของราชวงศ์ มีกษัตริย์ชื่อ Croesus กษัตริย์องค์นี้ไม่เก่งทางด้านรบเหมือนกับองค์ก่อนๆ แต่พระองค์มีความเชี่ยวขาญทางด้านเศรษฐศาสตร์มาก ท่านได้เล็งเห็นว่าการที่อาณาจักรของท่านจะขยายตัวได้นั้น ท่านต้องมีการสร้างระบบของเงินตราให้เป็นที่ยอมรับ ท่านจึงได้นำเอาระบบเงินเก่าๆที่บรรพบุรุษของท่านมาปรับปรุง ท่านได้เอาบรรดาสิ่งที่ชาวเมืองใช้เป็นตัวกลางเรียกว่า elector ที่เป็นส่วนผสมของเงินและทองคำ มาหลอมและสกัดให้เป็นทองบริสุทธิ์ และมาตีแผ่เป็นเหรียญ โดยจะมีรูปของ สิงห์โต และวัว อยู่บนหน้าเหรียญ และด้านหลังจะมีรอยตีตราอยู่

แต่คำทำนายเรื่องความล่มสลายของอาณาจักร ก็ได้กลับมาหลอกหลอน ครีซัส จึงได้มีการส่งคนออกไปสืบหาผู้รู้ในอาณาจักร โดยให้ทหารที่ออกไปตามหาถามบรรดาผู้รู้ด้วยคำถามเดียวกันว่า ในวันที่มีการนับอย่างแม่นยำว่า กษัตริย์ครีซัสเสวยอะไรอยู่ มีอยู่คนหนึ่งที่ตอบได้ตรงกับที่ครีซัสเสวยคือ เขาตอบว่า ครีซัสจะเสวยซุปที่ทำจาก เต่ากระดองแข็ง และต้มรวมกับเนื้อแกะในหม้อบรอนซ์..จากนั้น ครีซัสได้พยายามติดสินบนให้กับผู้เฒ่าพยากรณ์ โดยมีการส่งของกำนัลเป็นทองคำในรูปแบบต่างๆ ทำให้ผู้เฒ่าพยากรณ์มีความพึงพอใจ ในครีซัส และได้ถามครีซัสว่า อยากให้ทำนายอะไร ในช่วงนั้น อาณาจักรเปอร์เซียกำลังรุ่งเรือง และเป็นเสมือนหอกที่คอยทิ่มแทงอาณาจักรของครีซัส ครีซัสจึงอยากทราบว่าหากทำสงครามกับเปอร์เซีย จะสามารถมีชัยเหนือเปอร์เซียได้ไหม ผลก็คือครีซัสได้คำพยากรณ์ที่พอใจมาก คือผู้เฒ่าทำนายว่าอาณาจักรใหญ่จะล่มสลาย ครีซัสจึงเกณฑ์ผู้คนแล้วยกเข้าทำสงครามกับเปอร์เซีย ผลก็ได้ตรงตามคำทำนายของทั้งสองคำพยากรณ์ คือสมัยที่ ต้นรัชกาลของ ไกกิส มีคำทำนายแล้วว่าในรุ่นที่ 5 จะเสียอาณาจักร ก็เป็นจริงว่า ครีซัสได้พ่ายแพ้แก่เปอร์เซียอย่างราบคาบ และตรงตามคำทำนายของผู้เฒ่าพยากรณ์ ว่าอาณาจักรใหญ่จะล่มสลาย แต่กลับกลายเป็นอาณาจักรของครีซัสเสียเอง


จากนั้นมาอีกกว่า 200 ปี ในปี 280 BC ได้มีกษัตริย์หนุ่มจากเมืองมาซีโดเนีย ชื่อ อเล็กซานเดอร์ ได้มีความสามารถที่จะทำสงครามแผ่ขยายอาณาเขตออกไปไกลถึง อินเดีย และลงไปถึง แอฟริกา ทำให้ต้องมีระบบเงินตราที่ใหญ่พอ เพื่อที่จะทำให้การค้าขายในอาณาจักรไม่ติดขัด แต่เนื่องจากได้ระบบเงินตรามาจากพระบิดา กษัตริย์ฟิลิปที่ 2 ซึ่งได้มีการทำเหรียญทองโดยได้อิทธิพลมาจากยุค กษัตริย์ครีซัส แต่บนเหรียญด้านหน้า จะมีการประทับตรารูปของ ซูส และด้านหลังจะเป็นรูปสิงห์โต และพอมาถึงสมัยของ อเล็กซานเดอร์ ท่านได้เปลี่ยนด้านหน้าจากซูสมาเป็น เฮอร์คิวลิส ซึ่งมีภาพคล้ายกับ อเล็กซานเดอร์

วันพฤหัสบดีที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2551

สิ่งกังวลใจที่มีอยู่ในพ่อแม่ที่คิดจะส่งลูกไปนอก

ผมได้มีโอกาศสนทนากับผู้ปกครองหลายท่าน และได้ทราบถึงความกังวลที่มีอยู่ในใจของท่านเหล่านั้น ผมจึงอยากที่จะให้ข้อมูลที่ถูกต้อง มิใช่สิ่งที่เขาเล่ากันมาหรือเพื่อนไปเห็นมา ในฐานะที่ผมเคยเป็นประธานนักเรียนไทยของมหาวิทยาลัยที่อเมริกา


ข้อแรกที่ พ่อแม่จะกังวลเมื่อคิดจะให้ลูกไปเรียนต่อต่างประเทศ คือความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ยิ่งถ้าลูกเป็นลูกสาวด้วยแล้ว ความซีเรียสจะทวีคูณเป็นหลายๆเท่า ผมอยา่กบอกให้ทราบว่า ในทุกๆที่แม้แต่ในกรุงเทพหรือที่เชียงใหม่ โอกาศที่เด็กจะเกิดเหตุร้ายนั้นมีเท่าๆกัน แต่ที่เราจะต้องใส่ใจคือ ผู้รักษากฏหมายมีความศักดิ์สิทธิ์ และยุติธรรมแค่ไหน ผมขอยืนยันว่า ประเทศอเมริกาหรืออังกฤษ ตำรวจและยามประจำมหาวิทยาลัย ถือเอาความปลอดภัยของเด็ก เป็นเรื่องใหญ่มากๆ โดยที่เขาจะไม่ดูว่าเด็กนั้นเป็นชาติอะไร ผมเคยถูกเรียกตัวในเวลาดึกดื่น เกินเที่ยงคืน จากผู้ดูแลนักเรียนของมหาวิทยาลัย เพื่อที่จะให้ผมจัดการไปรับนักศึกษาไทยท่านหนึ่ง ที่พบกับปัญหาเรื่องการสื่อสารกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในเมือง เนื่องจากคนเอเซียจะมีหน้าตาที่ฝรั่งเขาดูอายุไม่ออก เลยคิดว่าพวกเราเป็นเด็กมัธยม ทั้งๆที่เป็นนักศึกษาปริญญาโท เวลาออกไปเที่ยวกลางคืนต้องจำไว้ว่า เราจะต้องพกพาบัตรประจำตัวที่มีวันเดือนปีเกิดไปเสมอ ผมต้องไปที่พักของคนไทยคนนั้น แล้วไปนำพาสปอร์ตมาแสดงให้เจ้าหน้าที่ดูว่า เขาไม่ได้ทำผิดกฎหมายที่พกพาเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ จะเห็นได้ว่าผู้บังคับกฎหมายของเขามีความเที่ยงธรรมมาก

ข้อที่สอง ความกังวลที่ได้ยินมาว่า การไปเรียนเมืองนอก เป็นของที่เด็กไม่เก่งและไม่สามารถเรียนในมหาวิทยาลัยในประเทศได้ นี่ก็เป็นเรื่องเพ้อเจ้อ โดยมีข้อพิสูจน์ว่า บรรดานักเรียนที่เรียนเก่งและสอบได้รับทุนรัฐบาลไทย เลือกที่จะไปเรียนต่ิอที่ต่างประเทศ แทนที่จะเรียนในประเทศไทย อีกทั้งในอดีต บรรดาลูกท่านหลานเธอ ต้องเดินทางไปเรียนยังต่างประเทศกันทั้งนั้น หากในเมืองไทยการศึกษาดีกว่าต่างประเทศแล้วไซร้ ทำไมต้องข้ามน้ำข้ามทะเลไปเรียน เหตุผลง่ายๆก็คือ ที่โน่นมีระบบที่ดีกว่านั้นเอง การศึกษาในประเทศที่ไม่พัฒนาทั้งๆที่เครื่องไม้เครื่องมือ และอาจารย์ที่เรียนจบกลับมาสอนก็มีอย่างเพรียบพร้อม เนื่องจากว่าในระบบยังมีผู้บริหารที่เป็นเหมือนเต่าล้านปี และมีความเข้าใจว่า ครูเป็นบุคคลที่ควรเคารพบูชา ไม่เหมาะสมที่นักเรียนหรือนักศึกษาจะไปตั้งคำถามท้าทาย หรือตั้งสมมติฐานว่าที่ครูสอนมานั้นผิด ท่านผู้ปกครองที่มีลูกฉลาด คงเคยได้รับฟังจากลูกบ้างว่า เขาเรียนไม่รู้เรื่อง และเขาไม่สามารถที่จะถามครูในห้องได้ เพราะโดนครูด่าว่า ทำไมถึงมีปัญหามากนัก คนอื่นในห้องไม่เห็นมีใครมีปัญหาเลย หรือบางทีก็บอกว่าลูกที่ตั้งคำถาม กำลังไปเบียดเบียนเวลาของนักเรียนคนอื่นอยู่ ให้ถามตอนสอนเสร็จ แต่พอครูสอนเสร็จ กลับไม่ให้โอกาศได้ถาม อย่างนี้ในประเทศเราจึงเกิดโรงเรียนสอนพิเศษขึ้นอย่างมากมาย และประสบความสำเร็จอย่างมากด้วย
ในต่างประเทศโดยเฉพาะอเมริกา โรงเรียนและครูจะให้ความสำคัญกับความคิดของเด็ก เพราะเขามีความเชื่อว่า เด็กทุกคนมีศักยะภาพที่จะเติบโตขึ้นเป็น นักคิด นักเขียน หรือนักวิทยาศาสตร์ ครูจะต้องทำหน้าที่เสมือนโค้ช มิใช่ทำหน้าที่เหมือนแม่พิมพ์ เพราะหากเป็นแม่พิมพ์ ที่ครูทำได้ดีที่สุดก็คือ ทำให้เด็กสำเร็จออกมาได้ดีเท่าครูเท่านั้น เนื่องจากสิ่งที่ออกจากแม่พิมพ์ใดๆก็ตาม ไม่มีทางที่จะดีไปกว่าต้นแบบ หรือแม่พิมพ์นั้นๆ แล้วเด็กของเราจะเจริญขึ้นไปได้อย่างไร ในต่างประเทศ ครูจะให้เด็กๆได้ออกความคิดเห็น โดยไม่อนุญาตให้มีการลอกความคิดกัน แต่ครูเขาจะไม่มีการหัวเราะดูถูกเด็กว่าสิ่งที่เขาคิดมานั้น ดูโง่เง่าหรือดูไม่พัฒนา แต่เด็กจะต้อง defend ความคิดนั้นๆด้วยเหตุผลที่เขาเชื่อมั่น

ข้อที่สาม ความกังวลว่าหากลูกไปเรียนนอกแล้ว เขาจะไปติดนิสัยของคนชาติตะวันตกมา เรื่องนี้มักจะเป็นคำถามที่กวนใจมาก เพราะว่าลูกของท่านจะเป็นหรือไม่นั้น อยู่ที่ท่านเลี้ยงดูสอนสั่งมาแต่เล็กอย่างไร ถ้าท่านมีความรักและครอบครัวที่อบอุ่น ลูกของท่านก็จะไม่น่ามีปัญหา และอย่าลืมว่า ตอนที่เราส่งลูกไปเรียนนั้น เขายังเป็นแค่เด็กชาย เมื่อเขากลับมา ลูกของท่านจะมีคำว่านายนำหน้า ดังนั้นท่านต้องปฏิบัติกับเขาอย่างที่เขาเป็นผู้ใหญ่ มิใช่ไปติดภาพตอนที่ลูกกำลังเดินทางไป แล้วไปปฏิบัติกับเขาอย่างนั้น การที่เราสามารถเลี้ยงลูกให้โตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่ ที่ผมว่าผู้ใหญ่นี้ มิใช่ตัวใหญ่นะ แต่มีความหมายว่ามีความคิดเป็นผู้ใหญ่ และรู้จักว่าตัวเองต้องทำอย่างไร รู้จักคิดเป็น รู้จักค่าของเงินแลัรู้จักหาเงินใช้เอง นี่สิครับคือความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ที่ ผมต้องปรบมือให้ มิใช่ใบปริญญาหรือคำว่าเกียรตินิยมตามต่อท้ายมา สิ่งเหล่านั้นไม่เที่ยงแท้ เท่ากับความคิดที่ลูกจะได้รับมา และการที่ทำตนให้เป็นประโยชน์ของสังคม และต่อครอบครัว การรับผิดชอบต่อตัวเองและผู้ที่มีพระคุณ นี่เป็นสิ่งที่สูงสุดในความคิดของผมครับ อาจจะมีหลายๆท่านที่เคยมีประสบการณ์ที่เมื่อ ลูกกลับจากต่างประเทศแล้ว เวลาพูดอะไรกับเขา จะได้รับการกระทำที่เชื่องช้า คล้ายกับว่าเขาไม่เคารพเหมือนตอนที่ลูกยังเล็กอยู่ จึงไปกล่าวหาว่าเป็นเพราะ ลูกได้เอานิสัยของพวกฝรั่งตะวันตกมา
มีตัวอย่างอยู่หลายๆอันที่ ผมสามารถยกมาเล่าให้ฟัง ทางฝั่งตะวันตก เขาจะมีวัฒนธรรมอยู่อย่างหนึ่งคือ เมื่อลูกอายุครบ 18 ปี พวกเขาจะถึงเวลาที่จะออกไปหาที่อยู่ใหม่ ส่วนหนึ่งจะไปเข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัย ซึ่งต้องมีการย้ายออกจากบ้านไปอาศัยในหอพัก หากพวกเด็กไม่เลือกที่จะเรียน พวกเขาก็อยากออกไปทำงานหาเงิน เมื่อมีรายได้ เขาก็จะย้ายออกจากบ้าน เปรียบเสมือนลูกนกที่โตแล้ว ต้องออกไปหาที่ทำรังใหม่ วัฒนธรรมนี้ คนไทยจะไม่รู้สึกคุ้นเคย และคิดเสมอว่า ลูกจะต้องอยู่ในบ้านที่พวกเขาโตขึ้นมา แล้วเวลาพ่อแม่แก่เฒ่า จะได้อาศัียพึ่งพิง แต่ฝั่งเขาจะมีความคิดว่า หากลูกไม่ยอมออกไปอาศัยข้างนอก หรือแยกบ้านออกไป ลูกๆพวกนั้นจะเป็นพวกไม่เอาไหน เป็นพวกลูกแหง่ ไม่โตเป็นผู้ใหญ่ พ่อแม่ของเขาอาจต้องอาศัยบรรดาจิตแพทย์ กันทีเดียว นี่เป็นการยกตัวอย่างที่ท่านผู้ปกครองต้องนำมาพิจารณา หากลูกเรามีพฤติการณ์อย่างนี้ เราก็เพียงแค่พูดให้เขาเข้าใจถึง รายได้และรายจ่ายที่จะต้องเกิดขึ้น หากเขาคิดจะออกไปอยู่ข้างนอก ผมมั่นใจว่าลูกเป็นคนฉลาด และสามารถคิดคำนวนได้ว่า อย่างไหนจะ productive มากกว่ากัน

ข้อที่สี่ และผมว่าบทความมันเริ่มจะยาวเกินไปแล้ว เลยขอเป็นข้อสุดท้ายในตอนนี้ เรื่องยาเสพติด เรื่องนี้เป็นสิ่งที่กังวลใจของท่านผู้ปกครองกันมาก เพราะว่าการที่ลูกอยู่ไกลหูไกลตา ความเป็นห่วงก็มีมากขึ้น จากที่ลูกได้ไปเรียนในโรงเรียน Boarding School ที่ต้องอยู่แบบประจำนั้น โรงเรียนเหล่านี้เขามีชื่อเสียง เพราะว่าเปิดมานานมาก เรื่องของการที่เด็กจากที่ต่างๆ เข้ามาอยู่รวมกันเป็นจำนวนมาก ก็แน่นอนจะต้องมีดีมีไม่ดี แต่มาตรการของที่นั่นเข้มและไม่อ่อนให้ใคร หากมีการจับได้ว่าเด็กมีการใช้ยาเสพติด เอาแค่สูบกัญชา เด็กคนนั้นก็ถูกไล่ออกทันที และยังมีการเชิญผู้ปกครองมาตำหนิ และถูกแบล็กลิสต์อีก ว่าคราวหน้าจะไม่สามารถเอาเด็กคนอื่นมาเข้าเรียนได้ มีอยู่กรณีหนึ่งซึ่งผมคิดว่าเป็นเรื่องเล็กๆคือ เนื่องจากลูกผมเล่นเทนนิส และติดทีมของโรงเรียน แต่เป็นแค่ตัวสำรอง มีตัวจริงที่เล่นได้ดีกว่า และตัวจริงนี้มีอันดับอยู่ใน Junior Ranking ของประเทศสหรัฐ มีอยู่ครั้งหนึ่ง โรงเรียนต้องไปแข่งที่ต่างเมือง ไกลพอควรจากเมืองที่อยู่ พอไปถึงต้องไปรอเพราะว่าฝนตกหนัก เลยต้องย้ายสนามแข่ง พวกเด็กตัวทีม ไม่ค่อยอยากเล่นเพราะว่าจะมีการสอบ และอยากกลับมาทำงานที่อาจารย์สั่งไว้ พอถึงเวลาแข่งขัน ตัวจริงก็ลงแข่งแต่เล่นแบบไม่เต็มใจเล่น แกล้งทำให้ทีมแพ้ จะได้กลับเร็วๆ ทีมเจ้าบ้านที่เป็นคู่แข่งขันโดยอาจารย์ใหญ่ ไม่พอใจกล่าวหาว่าโรงเรียนของลูกไม่มีน้ำใจนักกีฬา และได้โทรฯกลับมาต่อว่าอาจารย์ใหญ่ของโรงเรียนลูก ผลคือนักกีฬาที่ลงแข่งขันในวันนั้นโดนไล่ออกจากโรงเรียนด้วยข้อหา Unsportman Conduct ทำให้นักเทนนิสมือหนึ่งที่กำลังจะจบและได้ทุนไปเรียนที่ Princeton University ต้องหลุดจากทุนการศึกษา ดูครับ ฝรั่งเขาซีัเรียสมากเกี่ยวกับการเป็นคนที่มีคุณภาพของเด็กของเขา ลองนี่เป็นประเทศไทยซิ คงมีคนออกมารับและยกโทษให้นักเทนนิสไปแล้ว ทำให้เด็กที่เป็นนักกีฬาคิดว่า ตัวเองเป็นคนพิเศษ และความรู้สึกนี้จะตามตัวเด็กออกไปเมื่อโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ในสังคม ดังนั้น เด็กที่โตจากต่างประเทศมักจะมีคุณภาพมากกว่าเด็กที่โตในไทย นี่ไม่อาจใช้เป็นข้อสรุปได้นะแต่อาศัยที่ได้พบมาครับ

วันอังคารที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2551

ขอแจม



ขอเปล่งเสียงสวัสดีทุกท่าน ไม่ว่าจะอยู่ไกล หรือใกล้! วันนี้ขอจิ้มคีย์บอร์ดแนะนำตัวเองหน่อยนะคะ ตัวหนู เป็นลูกสาวคนโตของพ่อไก่ ก็หนูนี่แหละที่"งมๆ"bloggerกับคุณพ่อ จนร้านทองคุณไก่คลอดตัวออกมา และหนูก็เป็นแฟนตัวยงของบล็อคของคุณพ่อ ไม่รู้ว่าจะยงโย่ยงหยกยังไง แต่อย่างน้อยก็เปิดบล็อคคุณพ่อทุกครั้งที่เปิดคอมพิวเตอร์แหละ
ตัวหนูตอนนี้เรียนอยู่คณะสถาปัตยกรรม สาขาออกแบบตกแต่งภายใน ตอนนี้หนูอยู่หอ ที่จริงก็อยู่มาสาม สี่ปีแล้ว บล็อคของหนูจะเป็นเรื่องอะไรได้ ก็ไม่พ้นเรื่องชีวิตลูกสาวอยู่หอแหละค่ะ เรื่องจะเป็นยังไงในแนวไหน ก็ขอให้ช่วยกันติดตาม มีอะไรก็ส่งคำถามมาได้นะคะ จะไถตัวเองไปหาคำตอบให้ รับรองไม่มีหมกเม็ดชัวร์!!!

นักเขียนหน้าใหม่ ขอกล่าวสวัสดีทุกท่านครับ



หลังจากที่ผมได้เฝ้าติดตามบทความของคุณไก่หรือคุณพ่อของผมมาเสียนาน ตั้งแต่โพสแรก เมื่อเดือนหรือสองเดือนที่แล้ว คุณพ่อได้แชร์ความรู้ต่างๆให้ท่านผู้ที่ติดตามอย่างมากมาย ดังเช่น ความรู้เกี่ยวกับ ร้านทอง เกี่ยวกับการซื้อขายทองในอนาคต และการศึกษาต่อต่างประเทศ ขณะนี้ก็มีผู้ติดตามบล้อกร้านทองคุณไก่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆในทุกๆวัน ผมจึงขออนุญาตคุณพ่อ เพื่อจะเป็นนักเขียนในบล็อกร้านทองคุณไก่เช่นกัน โพสนี้ก็คงจะถือเป็นโพสอย่างเป็นทางการครั้งแรกของผม ก็อยากจะกล่าวทักทาย สวัสดีผู้อ่านหลายๆคนที่ติดตาม blog ranthongkhunkai ครับ

สำหรับตัวผมสิ่งที่ผมสนใจ หรือจะเขียนนั้น คงจะเกี่ยวกับ การศึกษาต่อในต่างประเทศ ซึ่งตัวผมเองก็มีประสบการณ์โดยตรงในเรื่องนี้ ผมไปศึกษาต่อในสหรัฐอเมริกา เป็นเวลา กว่าหกปี ได้มีโอกาสใช้ชีวิตในหลายๆเมืองดังเช่น San Francisco, Philadelphia, Boston, และ Los Angeles (LA) ถ้าผู้อ่านท่านใดอยากจะรู้เรื่องไหนเป็นพิเศษ ก็อย่าลืม comments มาได้นะครับ หรือจะส่งคำถาม หรือข้อคิดเห็นมาได้ ที่ ranthongkhunkai [at] gmail [dot] com ครับ

วันจันทร์ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2551

Chiengmai, the most romantic city in the north of Thailand


Dear readers. I had visited the city of Chiengmai last month. I fell in love with this city right away. The people of this city is so friendly and their lives seem to be easier than people in Bangkok. I went to Chiengmai because I haven't been there for over 20 years. I'd like to visit the old temples and old buildings which are in the old section of the city. Like all the capital in the past, the inner city will be surrounded by the canal for the defense purpose. You can see the remaining of the ancient wall dated back over 500 years. The temples seemed to be the only kind of buildings that survived the attack from the other nations. I love to stroll in the inner city in the morning. There are many food stalls that we can experience our taste bud.

At night, the street in the inner city became one of the great outdoor market. People will take the side walk as their trading places. Youngsters will come out and use the street to perform their latest songs. Judging from the cost of living, to live in Chiengmai is cheaper than Bangkok for 40%.

If we have more than 2 days to explore the nearby region, I will recommend to travel north of the city toward Chieng Dao cavern. This is an old cavern that had been explored and well maintained by the monks. We will need a local guide to bring us in and out of this cavernous cave. Along the way to the cavern, we can visit the botanical garden and the former residence of the past queen of Rama the V, Chao Dararussmee. The house is over 300 years old and well preserved by the government.




The entrance fee is minimal and all will go to the foundation to preserve the house. In front of the house, there are a couple tree that were planted by the Royal family. The fruit, lygee, was so ripe and it had fallen from the tree but it seemed nobody dare to touch the ripe and juicy fruit. I had asked the officers about this and the answer was it was not right to touch the King's property without any prior consent. So my decision to taste one of this lygee was out of my mind. For your information, Chiengmai is a wonderful city that you must put in your travel book. The period of 3 days will be enough for you to get the essence of the northern of Thailand. The charm of Vieng Ping....the old name of Chiengmai.

วันอาทิตย์ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2551

นวัตกรรมวาณิชย์ กับความคิดของเด็กๆบางคน




วันนี้ผมได้ไปร่วมอบรมเกี่ยวกับ นวัตกรรมทางธุรกิจในชื่อของโครงการ
นวัตกรรมวาณิชย์ ที่คณะพาณิชย์ศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย มีสิ่งที่ทำให้ผมต้องเอามาเขียนลงในบล็อก เพราะว่าผมเห็นแนวโน้มในเด็ก ที่จะมาเป็นอนาคตของชาติ จึงเกิดความกังวล และอยากให้พวกเราในฐานะคุณพ่อ คุณแม่ หรือว่าที่ในอนาคต ช่วยกันดูแลและอบรมให้เด็กๆมีความนอบน้อมและถ่อมตน

เรื่องของเรื่องคือ ในห้องที่มีการอบรมจะมีเด็กมัธยม 5 จากโรงเรียนที่มีชื่อเสียงในกรุงเทพ เนื่องจากที่คณะเปิดโอกาส ให้ทุกคนสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมได้ เด็กทั้งหมดนี้ ได้แสดงความคิดเห็นร่วมต่างๆ เหนือกว่าผู้ใหญ่ที่เข้าร่วมหลายท่าน แต่ระหว่างที่มีการพักเบรก เด็กเหล่านี้จะถือโอกาสเข้ามาสนทนากับอาจารย์และ พิธีกรต่าง โดยได้ยิงคำถามที่เจาะลึก และค่อนข้างเป็นความรู้ที่เฉพาะของท่านเหล่านั้น ผมได้ดูอยู่ตอนแรกๆก็น่าเอ็นดู แต่หลังๆคำถามได้เปลี่ยนไปในลักษณะที่ค่อนข้างก้าวร้าว หรือเป็นการถามเพื่อฉีกหน้าผู้ใหญ่ท่านนั้นๆ คำถามอาทิ ในเมื่อท่านพิธีกรหรืออาจารย์ เรียนจบที่ต่างประเทศแล้วทำไมกลับมาทำงานในประเทศไทย เป็นผม ผมไม่กลับมาให้โง่หรอก จะอยู่ทำงานที่โน่นให้ได้เงินเยอะๆก่อนแล้วค่อยกลับมา หรือหากเป็นอาจารย์บางท่านที่เป็นเด็กทุนรัฐบาล ได้รับคำถามว่า กลับมาทำไม เป็นผม หนีทุนแล้ว ไปทำงานอยู่ต่างประเทศดีกว่า ได้เงินมากๆแล้วค่อยกลับ ผมไม่ทราบว่าทำไมผู้ปกครองของเด็กเหล่านั้นถึง ไม่ได้อบรมถึงความกตัญญู ต่อแผ่นดินเกิด และมีคำถามที่ผมฟังแล้วสะอึกเลยคือ เป็นผม ..เด็กๆเหล่านั้น.. ผมไม่เอาทุนรัฐบาลไทยไปเรียนหรอก ผมไม่อยากเป็นหนี้รัฐบาล และผมไม่อยากเป็นอาจารย์ เพราะได้เงินน้อย ไม่พอกิน พวกผมอยากทำงานได้เงินเยอะๆ

ความเห็นของผมนะครับ ทำไม่เด็กซึ่งเรียนเก่ง และเป็นกำลังสำคัญในอนาคตของชาติ ถึงมีความคิดแต่เรื่องเงิน หากพวกเราไม่เปลี่ยนความคิดของพวกเขา เมื่อโตขึ้น ประเทศของเราจะมีแต่คนที่เห็นแก่ตัว คิดถึงแต่ตัวเองและคนรอบข้าง บุคคลอื่นๆที่เป็นเพื่อนร่วมชาติจะมีอนาคตอย่างไร หากคนที่เป็นผู้นำเพราะว่าเก่ง มีมันสมองที่จะคิดพัฒนาประเทศ แต่ไม่ใส่ใจในส่วนที่เป็นคนสว่นมากของประเทศ ผมไม่ได้กล่าวหานะครับว่า เงินเป็นสิ่งที่ไม่ดี แต่ว่าการที่เราให้ความสำคัญว่าเงินมีค่ามากกว่าค่าของคนนั้น มันอันตรายต่อความมั่นคงของชาติมาก หากท่านมีลูกที่มีอายูระหว่าง 18-13ขวบ ท่านลองถามเขาดูว่า โตขึ้นอยากเป็นอะไร เมื่อก่อน เราอาจจะได้ยินว่า ผมอยากเป็นตำรวจ อยากเป็นหมอ อยากเป็นพยาบาล แต่มาเดี๋ยวนี้ ร้อยละ 90 จะตอบว่าทำอะไรก็ได้ ขอให้ได้ตังค์มากๆ และรวยเร็วๆ ไม่สำคญว่าโตขึ้นมาแล้วจะเป็นอะไร

ท่านครับขอให้ช่วยสอนสั่งให้เยาวชนของไทย มีความนอบน้อมถ่อมตน รู้จักให้อภัย รู้จักมีมุทิตา คือให้รู้จักชื่นชมต่อความสำเร็จของคนอื่น ไม่ใช่รู้แต่อิจฉาริษยา อยากแต่ให้คนอื่นล้มเหลว จะได้ไม่มีคนมาเป็นคู่แข่ง ประเทศไทยจะได้ก้าวหน้าสู่ความเป็นอารยะประเทศครับ

วันพุธที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2551

ทองแท่งแบบที่ขายปลีกกันอยู่ในโลก


วันนี้อยากขอเล่าเรื่องเกี่ยวกับทองคำแท่งที่มีการขายอยู่ในโลก ทั้งทางตะวันตก และทางตะวันออก โดยใจความสำคัญที่อยากจะสื่อให้ทุกท่านที่ได้เข้ามาอ่าน คือลักษณะการขายของบรรดา dealer ต่างทั่วโลก ภาพแรกที่ผมเอามาให้ชมนั้น คือทองแท่งที่มีน้ำหนัก 1 ออนซ์ ออกโดยบริษัท เครดิตสวิส แต่เขาไม่ได้ขายในราคาทองที่มีการประกาศอยู่ในตลาดโลกหรอกนะครับ เขาจะต้องมีการบวก พรีเมี่ยม หรือเรียกอีกนัยหนึ่งว่า ค่าบล็อก การที่ประเทศไทย มีการขายทองแท่ง โดยไม่มีการคิดค่าการตลาด ทำให้ผลกำไรที่ร้านทองต่างๆควรจะได้ มีจำนวนน้อยมาก ซึ่งร้านทองหลายๆร้านเห็นว่าการขายทองแท่งกลายเป็นภาระ แทนที่จะเป็นการสร้างผลกำไรให้กับธุระกิจ ทองแท่งในรูปแบบอื่นที่มีการขาย และสร้างผลกำไรเป็นกอบเป็นกำในตลาดสากล มีในรูปของเหรียญที่มีสัญญลักษณ์ของประเทศต่างๆ แต่เป็นเหรียญที่ออกโดยหน่วยงานของรัฐ และราคาหน้าเหรียญมีราคาต่ำ เพื่อที่จะป้องกันมิให้ผู้ซื้อ ไปขึ้นเงินกับธนาคารของรัฐนั้นๆ
ผมอยากให้มีการสร้างเครือข่าย ของผู้แทนทางการค้า อย่างที่บริษัททองต่างชาติ ได้กระทำอยู่ในเวลานี้ คือท่านร้านทองตามต่างจังหวัด ทำตัวเป็นผู้แทนที่ไดรับอนุญาต จากร้านใหญ่ในกรุงเทพ ให้เป็นผู้แทนที่สามารถรับคำสั่งซื้อ หรือ คำสั่งขายทองคำแท่งในต่างจังหวัดได้ ผู้ที่อยากลงทุนในทองคำแท่งหรือในรูปแบบของเหรียญทองคำที่มี การผลิตในจำนวนจำกัด หรือที่เขาเรียกกันว่า Limited Editions อย่างเหรียญแพนด้าของประเทศจีน หรือ เหรียญอีเกิ้ล ของอเมริกา เขาผลิตออกมาจำนวนจำกัด
สินค้าเหล่านี้ ร้านทองต่างๆสามารถที่จะนำมาจำหน่ายให้ลูกค้า และแนวทางการลงทุนในอนาคตของประเทศไทย คงจะมีการเคลื่อนที่ไปในทิศทางสากล เพราะว่าการที่ร้านทองนำทองคำแท่งมาขายในลักษณะที่ทำอยู่นี้ ไม่ได้มีการเพิ่มคุณค่าของทองคำเลย ลักษณะของตลาดก็จะเป็นแบบ ปลาใหญ่กินปลาเล็ก หรือแบบที่พวกสายป่านยาวๆจะอยู่ได้นานที่สุด แต่ไม่ได้หมายความว่าจะมีกำไรมากที่สุดนะครับ แต่จะเป็นผู้ที่ตายช้าที่สุด ร้านทองควรจะต้องเริ่มคำนึงถึงการที่จะเพิ่มคุณค่าให้กับทองคำ มิใช่ไปหาซื้อมาก้อนใหญ่ๆก้อนหนึ่งแล้วมาหั่น ซอยขายเป็นชิ้นเล็กๆ โดยที่ไม่ได้ไปคิดเพิ่มราคาให้เพียงพอแก่ค่าดำเนินการต่างๆ

ผมว่าเราน่าที่จะมาพัฒนาอุตสาหกรรมทองของประเทศไทย ให้เจริญก้าวหน้าให้ทัดเทียมอาณารยะประเทศต่าง ในโลกโดยการเริ่มเดินตามรอยเท้าของประเทศอื่นๆได้แล้ว